Title: The Blade of Perfection - Chapter 15
Author: Daiong [ไดอง]
Beta-reader: Blue Cat
Pairings: XS, ??/S
Rating: PG-13
~
Chapter 15: From The Emptiness to The Emptiness (จากความว่างเปล่าสู่ความว่างเปล่า)
บอสแห่งวองโกเล่รุ่นที่เก้าทอดสายตามองรถสีดำมันวับที่กำลังแล่นจากไป ความเด็ดเดี่ยวแฝงอยู่ในร่างบุรุษเฒ่าผู้ยืนอยู่ท่ามกลางสวนสวยละลานตาของคฤหาสน์ เงาแห่งความอ่อนโยนทำให้เสี้ยวหน้าย่น ๆ ดูสว่างกว่าคนทั่วไปในวัยเดียวกัน ดวงตาสีอ่อนมากไปด้วยภูมิจนยากที่ผู้พบเห็นจะไม่ให้ความเคารพ ณ เพลานี้ความมัวหม่นฝังลึกอยู่ในนัยน์ตานภาวองโกเล่ ความขรึมเงียบของชายชราก็มีมากเพียงพอที่คนสนิทจะสามารถสัมผัสถึงความกังวลในจิตใจที่เปี่ยมล้นออกมา
“ท่านรุ่นที่เก้า ปล่อยให้แซนซัสนำตัวสควอโล่ไปแบบนี้จะดีหรือครับ” อิเอมิสึถามเบา ๆ
“ดีหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ที่ผล แต่อยู่ที่ความคิดนะ” รุ่นที่เก้าพึมพำตอบคลุมเครือ ประหนึ่งกำลังเปรยอยู่กับตัวเองคนเดียวเสียมากกว่า “ฉันคิดว่าทรมานสควอโล่มากไปกว่านี้คงไม่ดีแน่ มนุษย์เราเมื่ออยู่ภายใต้ภาวะอดนอนนาน ๆ จะเริ่มสร้างเรื่องขึ้นเอง เมื่อถึงตอนนั้นเราคงจะได้แต่ข้อมูลเท็จเปล่า ๆ ให้แซนซัสจับตามองสักพักก็แล้วกัน”
ผู้ดูแลนอกแก๊งค์ระบายลมหายใจอ่อน ๆ ระหว่างที่นายเหนือเริ่มออกก้าวเดินตามทางสวนของคฤหาสน์วองโกเล่ อิเอมิสึเดินตามอย่างแผ่วเบา เงาค่อย ๆ ทอดลงบนผืนหญ้าสีเขียวขจีขณะที่พระอาทิตย์ค่อย ๆ คล้อยต่ำลงตรงขอบฟ้า เบื้องหลังเมฆาที่เกาะตัวเป็นกลุ่มก้อนกระจัดกระจายอยู่คือท้องฟ้าที่กำลังแปรจากสีฟ้าเข้มเป็นน้ำเงินเทา พวกเขาฟังเสียงเท้าตนกระทบแผ่นหินเล็ก ๆ ที่ปูเป็นทางเท้าและผืนหญ้า ฟังเสียงไม้เท้าของรุ่นที่เก้าที่ดังกว่าเสียงฝีเท้าพวกเขาเล็กน้อย และฟังเสียงขนนกเสียดสีกับใบไม้เมื่อวิหคหวนกลับรัง ทุกอย่างเงียบลงเรื่อย ๆ ไปตามธรรมชาติ กระทั่งสงบเยือกเย็นจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือสถานที่อยู่ของมาเฟีย
“สุนัขออกล่าผู้ร้ายเมื่อตำรวจออกปากสั่ง” รุ่นที่เก้าอุปมา “และตำรวจก็ออกปากสั่งหลังจากถูกมอบหมายมา ส่วนใหญ่แล้ว ‘อำนาจ’ คือสิ่งที่ส่งทอดให้กัน อิเอมิสึ แต่คนอย่างแซนซัสมักจะชอบก่อตั้งอำนาจให้กับตัวเอง” รุ่นที่เก้าช้อนดวงตาขึ้นมองฟากฟ้ายามสนธยา จันทราเต็มดวงสีจางประดับอยู่บนฟ้า อีกไม่ถึงชั่วยามฟ้าก็จะมืดลงและอนุญาตให้จันทร์ทวีทอแสง ทว่านาทีต่อมาเมฆก็เริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาบังดวงจันทร์ลูกกลม ๆ บิดาแห่งวองโกเล่ปล่อยสายตาให้เคลื่อนไปตามเมฆ “ทำไม... นอวิคอฟ ซายเซทว่าถึงเลือกแซนซัสกันนะ” คำถามลอย ๆ หลุดออกจากปากเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ ก่อนจะอธิบายขยายความด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น “ฉันสังหรณ์ไม่ดี ฉันพิจารณากี่ครั้งก็รู้สึกว่ายังไม่ได้คำตอบที่กระจ่างชัดนัก ซายเซทว่ารุ่นที่สี่ตัดสินใจดักฟังห้องของแซนซัสตั้งแต่ที่วาเรียออกไปสู้ในศึกชิงแหวน และมีการเตรียมการอย่างดี แล้วทำไมถึงไม่เลือกสึนะโยชิเป็นเป้าหมายจริงจัง”
“ท่านครับ เราเคยพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วนี่ครับ” อิเอมิสึกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่เข้าใจนัก “หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ปราสาทวาเรียถูกยึดเมื่อครั้งนั้น ทางเราเคยแอบส่งคนไปตรวจตราที่บ้านสึนะโยชิแล้ว มีเครื่องดักฟังอยู่เช่นกัน”
“แต่สึนะโยชิไม่ได้มีกองกำลังแบบวาเรีย ไม่ได้มีปราการหนาแน่นแบบวาเรีย” รุ่นที่เก้าว่า “นอวิคอฟ ซายเซทว่าไม่มีเหตุผลที่จะไม่ลองโจมตีพวกผู้พิทักษ์ของสึนะโยชิเลย หากคิดจะทำฉันคิดว่าไม่ได้ยากนัก เพราะเขาไม่ได้มุ่งจะจับตัวบอสอยู่แล้ว แต่จับลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ต่างหาก ทำไมไม่เคยเล็งพ่อหนุ่มโกคุเดระหรือยามาโมโตะเล่า ฉันว่าบอสซายเซทว่าคนนี้มีความสามารถในการมองคนที่ดีเพียงพอนะ เขาอาจจะพอมองออกได้ด้วยซ้ำว่าคนที่มีทัศนคติแบบฉันย่อมอยากเลือกสึนะโยชิเป็นรุ่นที่สิบมากกว่า ตลอดมาพวกเราจับจุดอยู่ที่แนวทางขยายอำนาจของซายเซทว่า และเชื่อว่าบอสรุ่นที่สี่นี้ตั้งใจจะยึดวองโกเล่แฟมิลี่มาตลอด แล้วถ้าหากมันไม่เป็นเช่นนั้นเล่า ถ้าหากว่าเป้าหมายที่แท้จริงของซายเซทว่าคือวาเรียเท่านั้นเล่า”
ความวิตกกังวลทำให้ใบหน้าอิเอมิสึดูเคร่งขึ้น “ทฤษฏีการยึดวาเรียเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เชิงเข้าทีนักนะครับ ถ้าหากว่านอวิคอฟ ซายเซทว่าต้องการเอาตัวมือขวาของบอส การเลือกสควอโล่มากกว่าโกคุเดระหรือยามาโมโตะก็เหมาะกว่าอยู่แล้ว เพราะว่าซายเซทว่าแฟมิลี่ชอบความรอบคอบ เพราะฉะนั้นถึงยามาโมโตะจะมีฝีมือถึงขั้นเอาชนะสควอโล่ในศึกชิงแหวนได้ แต่ก็ยากนักที่จะมีคุณสมบัติร่วมในซายเซทว่าแฟมิลี่ เพราะประสบการณ์ของสควอโล่ที่มีมาตลอดนับเป็นหัวใจสำคัญ”
“เมื่อก่อนฉันก็ว่าเหตุผลที่ว่าฟังดูเข้าที แต่พอมาเห็นสควอโล่แบบนี้แล้วกลับใจไม่ดีพิลึก ยิ่งพิจารณาจากความเป็นไปได้ของทฤษฏีถูกปิดล็อคความทรงจำที่แซนซัสเสนอขึ้นมาแล้ว...” รุ่นที่เก้ายกมือขึ้นลูบหนวดตน “ดูอย่างแฟมิลี่ระดับวาเนชคาแฟมิลี่สิ มือขวาอย่างเจียร์กิฟ วาเนชคาถูกล้างสมอง แต่ไม่เคยถูกปิดล็อคความทรงจำ เจียร์กิฟรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ และรู้อยู่แก่ใจว่าถูกใครบงการ เพียงแต่ปากโป้งไม่ได้ ทรยศซายเซทว่าแฟมิลี่ไม่ได้เท่านั้น แต่ทำไมต้องปิดล็อคความทรงจำสควอโล่ด้วยล่ะ เป็นเพราะกลัวว่าวิธีล้างสมองตามปกติจะเอาชนะความจงรักภักดีของสควอโล่ไม่ได้ รึว่า... มีอะไรที่จำกัดและส่วนตัวมากกว่าที่เห็น ยิ่งกว่านั้น ถึงคฤหาสน์วองโกเล่จะเข้าถึงยากก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไม่ได้ไปเสียทั้งหมด ซายเซทว่ารุ่นที่สี่ไม่เคยแม้แต่จะยอมลงทุนเสี่ยงดักฟังคฤหาสน์นี้เลย จริงไหม ฉันพอเข้าใจว่าฐานะกึ่งเป็นกลางของผู้ดูแลนอกแก๊งค์อย่างเธอคงจะไม่ถึงกับเป็นเป้าหลัก แต่หากซายเซทว่ารุ่นที่สี่ชอบคนมากประสบการณ์และซื่อสัตย์ล่ะก็ ทำไมไม่ลองแม้แต่จะเข้าหาเอมิลิโอ ผู้พิทักษ์คนสนิทของฉันเล่า” เขาถามทั้งที่มีคำตอบในใจอยู่แล้ว นัยน์ตาสีอ่อนใต้คิ้วสีขาวยุ่ง ๆ เหลือบมามองคนสนิทตน
อิเอมิสึถอนหายใจยาว ๆ อย่างหนักใจ จ้องตาอีกฝ่ายนิ่งเป็นเชิงรับรู้ “เพราะว่ามันไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนสินะครับ และถ้าเป็นแบบนั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่าเป้าหมายหลักจริง ๆ อาจจะไม่เคยเป็นท่าน แต่เป็นแซนซัส”
รุ่นที่เก้าเหลือบตาขึ้นมองฟ้าอีกครั้ง หัวคิ้วขยับติดกันด้วยความที่ไม่อาจไขปริศนาได้อย่างใจ “และหากนอวิคอฟ ซายเซทว่ายึดวาเรียได้สำเร็จ เราก็จะสูญเสียกำลังอันยิ่งใหญ่ของแฟมิลี่ไป บางทีเป้าหมายอาจไม่ใช่ยึดวองโกเล่แฟมิลี่ แต่คนเบื้องบนของแฟมิลี่อาจจะถูกทำลายพินาศ เหลือเพียงลูกน้องที่ถูกลากไปร่วมซายเซทว่าแฟมิลี่ และลบชื่อวองโกเล่ออกไปจากสังคมมาเฟียปัจจุบันโดยสิ้น—”
“ท่านรุ่นที่เก้าครับ! มีข่าวใหญ่เข้ามาครับ” เสียงห้าวหาญของเอมิลิโอ บรูโน่ ผู้พิทักษ์วายุร้องขึ้น เขาก้าวฉับ ๆ ข้ามสวนคฤหาสน์เข้ามาหาด้วยสีหน้าขมึงทึง
“อะไรหรือ เอมิลิโอ” นภาแห่งวองโกเล่ถาม
“ซายเซทว่าแฟมิลี่ประกาศเผยตัวเองเป็นใหญ่อย่างเป็นทางการ อนาโทลีแฟมิลี่หลอมเป็นหนึ่งกับซายเซทว่า เวลาเดียวกับที่ชูรอช อนาโทลีถูกเนรเทศจากรัสเซียและซายเซทว่าแฟมิลี่” บรูโน่รายงานอย่างรวดเร็ว “วีรกรรมที่สามารถรวบรวมพรรคพวกทั่วรัสเซียเอาไว้ได้อย่างเงียบเชียบโดยไม่ให้โลกภายนอกไหวตัวได้มาตลอดนั้นเป็นที่ประทับใจของมาเฟียประเทศอื่น ๆ มาก มีข่าวแว่วมาว่ามาเฟียระดับต้น ๆ ของประเทศสเปนและฮ่องกงต่างก็ส่งตัวแทนไปขอเป็นพันธมิตรกับซายเซทว่าแฟมิลี่ และเพียงชั่วข้ามคืน นอวิคอฟ ซายเซทว่าก็ถูกกล่าวขานว่าเป็น‘ความหวังใหม่ของมาเฟีย’ ทั้งในความมั่นคงทางสังคมมาเฟียและทางการค้าครับ”
ใบหน้าอิเอมิสึซีดขาวลงไปทันที เขาเหลือบตามองผู้เป็นนายข้างกายอย่างเป็นกังวล
อย่างไรก็ดี รุ่นที่เก้าก็ยังสามารถพูดด้วยน้ำเสียงสงบใจได้ว่า “ในเมื่อไม่ใช่แฟมิลี่ในเงามืดอีกต่อไปก็เท่ากับทำให้เราเคลื่อนไหวลำบาก ไม่อย่างนั้นคงเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาแน่นอน” เขาส่ายหน้าน้อย ๆ อย่างวิตก นิ้วมือแตะคางอย่างครุ่นคิด “ยกเลิกคำสั่งจับตัวนอวิคอฟ ซายเซทว่า ฉันจะเขียนจดหมายประทับตราไปให้เขาเพื่อขอเจรจาด้วยอย่างเป็นทางการ จะได้ดูว่าจริง ๆ แล้วนอวิคอฟ ซายเซทว่ามีความสนใจในตัววองโกเล่แฟมิลี่มากแค่ไหน หรือว่าจะสนใจแต่ความเป็นไปในหน่วยลอบสังหารของเรากันแน่” นภาเฒ่าสบตากับอิเอมิสึเป็นเชิงรู้กัน ก่อนจะหันไปหาผู้พิทักษ์วายุอีกครั้ง “ว่าแต่... เอมิลิโอ มีข่าวรึเปล่าว่าชูรอช อนาโทลีอยู่ที่ไหน”
~
“สควอโล่ อย่าคิดในสิ่งที่ไม่จำเป็นเมื่อยังไม่ถึงเวลา”
สิ้นประโยคสมองผู้ฟังก็รู้สึกมึนตึง กระนั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงหัวใจที่ยังคงเต้นเร็วกว่าปกติ ความฉงนในสถานการณ์ปัจจุบันยังคงชวนให้รู้สึกว้าวุ่นอยู่มิคลาย ดวงตาสีฟ้าเงินเต็มไปด้วยความสับสนขณะสบตากับชายตรงหน้าที่มองกลับมาอย่างไร้ซึ่งความรู้สึก แต่ก่อนที่จะทันได้อ้าปากพูดอะไร มือของคามิลก็คว้าเข้าที่ข้อมือขาวอย่างรวดเร็วจนกระตุกหนีไม่ทัน
“มีอะไรวะ!” สควอโล่ร้องพลางพยายามชักมือกลับ กระนั้นนิ้วคนตรงหน้ากลับบีบเข้ามาแน่นยิ่งขึ้น “อ่ะ!” ฉลามร้ายรู้สึกราวหัวใจเต้นกระตุกรุนแรงอย่างเฉียบพลัน ดวงตาเบิกค้างเมื่อรู้สึกว่าลำคอตีบตัน กรามนิ่งขึงและลิ้นแข็งไปทันที อากาศรอบตัวหนักอึ้งทำให้กายไร้เรี่ยวแรงจะขยับขึ้นมาทันที บัดซบ! ทำไม?
“นี่คือ ‘สคูเชเนีย’” นภาสีโลหิตหาได้ปล่อยข้อมือผู้อยู่ใต้การควบคุม เขาหลุบสายตาลง มืออีกข้างหนึ่งที่ไม่ได้กุมข้อมือสควอโล่ไว้เลื่อนมาเลิกแขนเสื้อสีขาวขึ้น “มองดูนี่”
นัยน์ตาสีวารีหลุบลงตามนิ้วคามิลที่ชี้ตามลำแขนตน ผิวขาวเนียนละเอียดมีร่องรอยการข่วนซึ่งไม่ได้เกิดจากฝีมือใครอื่นนอกจากเจ้าของแขนข้างนี้เอง ลมหายใจอันสั่นเทาเล็ดลอดกลีบปากบางราวกับหมายจะพูดอะไรสักอย่าง
“นี่...” คามิลเน้นเสียง ปลายนิ้วเลื่อนย้ำไปตามรอยข่วนบนผิวเนียน “คือความผิดพลาด”
สควอโล่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ทันทีที่บรรยากาศรอบตัวว่างโหวงขึ้นเมื่อชายผมแดงคลายมือออก วินาทีนั้น การตระหนักว่าสคูเชเนียที่สมบูรณ์คืออะไรนั้นก็สาดซัดเข้ามาเต็ม ๆ – มันคือความทรมานที่ถูกพรากการควบคุมเกือบทั้งหมดไปจากร่างตนเมื่อพลังดังกล่าวกดทับเข้ามา และคือความทรมานที่ไม่สามารถดึงการควบคุมตัวเองทั้งจิตและกายเอาไว้ได้หลังจากที่พลังดังกล่าวเลือนไป ด้วยความที่ฉลามแห่งวาเรียถูกกักกันในสภาพมืดดำมานาน จะปรับประสาทตอบรับให้ไวเหมือนเคยนั้นยังเป็นเรื่องห่างไกล เขา...
“มองตาผม”
นักดาบหนุ่มรู้สึกถึงเหงื่อเม็ดใหญ่อันเย็นเฉียบที่ไหลย้อยมาถึงปลายคาง มิใช่ว่านึกประหวั่นพรั่นพรึง แต่เป็นความรู้สึกอัดแน่นปานจะขาดลมหายใจ ราวกับว่าแม้นจะเค้นพลังทั้งหมดกระทั่งเหงื่อกาฬอาบกายจนทั่วก็ไม่มีวันพอ อาจเรียกได้ว่าความกดดันของสคูเชเนียนั้นสามารถเทียบเคียงกับความทุรนทุรายเมื่อสัมผัสอายเพลิงพิโรธในระยะกระชั้น มิใช่ว่านายเหนือแห่งวาเรียเคยหันเพลิงพิโรธเข้าหาเขา แต่สควอโล่เคยเห็นว่ามันเป็นอย่างไรหากเผชิญหน้ากับมัน – สรรพางค์กายที่เหยียดเกร็งสลับกับดิ้นพล่าน เสียงกรีดร้องกึกก้องแทนคำเว้าวอน ไปจนถึงกลิ่นเนื้อที่ไหม้ด้วยเปลวเพลิง แซนซัสสามารถเลือกที่จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่างหากเขาต้องการ และสิ่งที่ว่ามานั้น ต่างจากการควบคุมขั้นเด็ดขาดของบุรุษเบื้องหน้าเขาเพียงไหนกัน เมื่อครู่นี้เป็นมือเท้าเขาเองไม่ใช่หรือที่ขยับไม่ออกก่อนจะสั่นเป็นเจ้าเข้า เม็ดเหงื่อผุดทั่วใบหน้าทั้งที่ขั้วกระดูกหนาวยะเยือก รวมไปถึงลำคอที่ดูจะแห้งเหือดจนเปล่งเสียงไม่ออกนี่—ทำไม? ทั้งที่ฉลามพิรุณทนการถูกเฆี่ยนโบยอย่างไร้มนุษยธรรมได้ แต่ทว่า...
นัยน์ตาสีธารน้ำหลุบวูบไปที่อื่นก่อนจะเหลือบขึ้นมองตาผู้ออกคำสั่ง ด้วยสภาพยามนี้ เขา... ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะขัดขืนพลังนี้ได้
ตาฉลามร้ายจ้องอีกฝ่ายนิ่งงันจนเริ่มรู้สึกแสบ เขาไม่เคยรู้ว่าดวงตาของตน ณ วินาทีนั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่าหรืออารมณ์หลายหลากปะปนกันจนเอ่อล้นกันแน่ แต่ที่เขารู้ คือดวงตาสีเขียวเทาที่จ้องกลับมาในไม่กี่วินาทีแรกนั้น มีความรู้สึกนึกคิดอยู่เต็มเปี่ยม – ไตร่ตรอง หยั่งรู้ แต่แล้ววินาทีต่อมา ดวงตาเบื้องหน้าเขากลับดูว่างเปล่า... จนน่าใจหาย ดุจทางเชื่อมที่ปลายต่อกับหุบเหวเวิ้ง
คามิลดึงกริชที่คาดไว้ที่เอวออกมา เขากวัดมันมาจ่อจมูกคนรักศักดิ์ศรี “ประมือกับผม นี่คือโอกาสที่คุณจะเอาประสาทสัมผัสทั้งหลายคืนมา ผมไม่อยากเห็นรอยช้ำ รอยขีดข่วน หรือรอยแผลแม้แต่นิดเดียว อย่าให้เลือดออกสักหยด สิ่งเหล่านั้นหมายถึงความพ่ายแพ้ และคุณจะแพ้ไม่ได้”
“อย่า...” ชายผมยาวกัดฟันกรอดอย่างคับแค้น พลันใบดาบขนาดใหญ่ก็ตวัดปะทะกริชในมือผู้ท้าดวลเบื้องหน้าดังเคร้ง “มาเหลิงนะเว้ย!”
กายเพรียวสะดุ้งสุดตัวบนเตียงกว้าง ดวงตาสีวารีเบิกโพลง สควอโล่ปรับลมหายใจกระชั้นของตนให้สงบลงพลางทบทวนภาพฝันเมื่อครู่ของตน เขาเคลื่อนสายตามองภาพห้องนอนมืด ๆ ของตน—ที่ปราสาทวาเรีย แต่แล้วดวงตาฉลามคลั่งก็หยุดอยู่ที่บุรุษร่างสูงข้าง ๆ หน้าต่าง เขากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อความแน่ใจว่าเขามิได้ตาฝาดภายใต้แสงสลัว จังหวะเดียวกับที่ดวงตาสีเขียวอมเทาเสมองมาพอดิบพอดี เจ้าของดวงตาที่ว่าสวมเสื้อเชิร์ตสีขาวกับกางเกงดำอันคุ้นเคย ทว่าสิ่งที่ผิดปกติคือเส้นผมสีน้ำตาลดำตัดสั้น
“คามิล...” สควอโล่แทบไม่ขยับปาก ยังไม่แม้แต่จะรวบรวมแรงที่จะลุกขึ้นนั่งเสียด้วยซ้ำ “ทำไมผมของแก—”
“วิกผมน่ะ” นภาสีแดงตอบเสียงเบา ขายาว ๆ ก้าวเข้าหาคนที่ยังคงนอนอยู่บนเตียง “สีแดงคงจะดูโดดเด่นไปนิดสำหรับการมาเยี่ยมที่นี่โดยไม่ให้ใครรู้เห็น อย่างไรก็ตาม ผมดูจนแน่ใจแล้วว่าจะไม่มีใครเข้ามารบกวน แล้วก็ไม่มีใครจับตาดูผมอยู่”
ฉลามคลั่งใช้ศอกพยุงกายลุกขึ้น หัวคิ้วขยับเข้าหากันน้อย ๆ ระหว่างที่นัยน์ตาจับจ้องคนตรงหน้า “ก่อนหน้านี้ฉัน... จำไม่เห็นได้ว่า—”
“สมองส่วนหนึ่งของคุณอยู่ในภาวะที่ไม่มีสติ” คามิลอธิบายเร็ว ๆ “ความจริงแล้วคุณรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จิตใต้สำนึกของคุณจึงไม่รู้สึกเหมือนขาดหายอะไรไป ทำให้คุณไม่เคยฉุกคิดร้อนรนที่จะโฟกัสภาพความทรงจำระหว่างช่วงที่วิ่งหนีออกมาจากห้องขังเดี่ยวกับช่วงที่หนีออกมาได้แล้ว”
“นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันหนีออกมาจากห้องนั้น” สควอโล่เอ่ยขึ้น ความหวั่นเกรงวาบขึ้นมาบนดวงหน้างามเมื่อภาพเหตุการณ์วาบขึ้นมาในหัว
ร่างชายผมสีเงินวิ่งไปตามทางเดิน ดวงตาแสบสันต์และอกแสบร้อนดั่งปอดถูกเผาผลาญ หากมือกลับเย็นเฉียบและสั่นระริก สควอโล่มีฝีเท้าว่องไวอันแสนเงียบกริบ เงียบดั่งวิหคที่กางปีกนิ่ง โผผ่านอากาศ
เพื่ออิสรภาพ
ฉลามนักดาบรักษาการทรงตัวเอาไว้ด้วยความเป็นมือสังหารชั้นเอก วิ่ง วิ่ง รวดเร็วและคล่องแคล่วเฉกเช่นผู้รู้ถิ่น เขาเคยผ่านโถงทางเดินสลัว ๆ เช่นนี้มาก่อน เขาเคยพยายามหนีมาครั้งแล้วครั้งเล่า และมันอยู่ที่นั่นเอง – ประตู กายเพรียวพลันสะบัดกลับหันไปมองด้านหลัง นัยน์ตาสีฟ้าเบิกโพลงนิ่ง กระนั้นสุดทางเดินกลับมีเพียงความว่างเปล่า เขามาอยู่ตรงนี้ได้เพราะเขาเปิดประตูหนีออกมา—ประตู
ประตูสู่ประตู ความว่างเปล่าสู่ความว่างเปล่า
สควอโล่ยืนนิ่งในลักษณะคล้ายตั้งรับรอการโจมตีอะไรสักอย่างอยู่ชั่วนาที และลมหายใจกลับถี่ขึ้นทุกทีทั้งที่มันควรจะสงบลง เหงื่อเย็น ๆ ซึมที่ขมับ ลมหายใจสั่นไหว เขากำลังอยู่คนเดียว ชายหนุ่มสะบัดกายกลับไปที่ประตูอีกครั้ง มือกดในสิ่งที่รู้
Username: KAMIL
นัยน์ตาสีวารีจ้องค้างอยู่ที่คามิล ความสับสนว้าวุ่นปนกับความตื่นตระหนกเต้นอยู่ในทรวงอก สควอโล่เคยพยายามหนีมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยทำสำเร็จ นั่นก็เพราะว่าเขา... “ฉัน... รู้พาสเวิร์ดประตูนั่น ในครั้งล่าสุดที่ฉันหนีออกมา ฉันรู้อยู่แก่ใจว่ายูเซอร์เนมคืออะไร แล้วหลังจากนั้น—แก-แกต้องเคยบอกฉันว่าพาสเวิร์ดคืออะไร แต่แกเองสินะที่เป็นคนปิดล็อคความทรงจำของฉันก่อนที่ฉันจะหนี...” เรียวปากบางชะงัก นัยน์ตาสีน้ำแข็งยังคงไม่ละจากเสี้ยวหน้าเย็นชาที่ต้องแสงซีดจางจากนอกหน้าต่าง “ไม่... ไม่ใช่ แกไม่มีทางใช้วิธีป้องกันหลวม ๆ พรรค์นั้นที่มาเฟียแฟมิลี่อื่นอาจใช้ แกคงจะต้อนฉันให้อยู่ในสภาพที่สมัครใจจะปิดล็อคความทรงจำตัวเอง และแกรู้ดีว่าฉันมีแรงจูงใจที่จะทำอย่างนั้น” เพื่อปกป้องแซนซัส เมื่อหนุ่มผมเงินเห็นว่านภาสีเลือดเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ โดยไม่พูดอะไร เขาจึงกล่าวต่อ “ถ้าเป็นแบบนั้น สมองของฉันจะไม่ดื้อด้านพยายามที่จะขุดความทรงจำระหว่างที่เคยเผชิญหน้ากับแกขึ้นมา และข้อมูลของแกก็จะปลอดภัยจากการสอบปากคำทันทีที่ฉันกลับมาถึงอิตาลี่ และแกก็ปรากฏตัวที่นี่เพื่อพยายามทำให้ฉันนึกขึ้นได้อีกครั้ง”
“เพราะผมมอบหมายงานให้คุณ และนั่นก็เพราะว่าคุณมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของผม” นายเหนือแห่งซายเซทว่าผงกหัวน้อย ๆ พลางทิ้งตัวนั่งบนเตียง
“เลิกพูดพลิกแพลงทุกอย่างให้เป็นประโยชน์กับตัวแกซะทีเถอะ ไอ้บัดซบเอ๊ย!” สควอโล่ก่นด่าในลำคอ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปมระหว่างที่ดวงตาสบนิ่งกับนัยน์ตาสีเขียวเทา เขาถามขึ้นช้า ๆ “แก... มอบหมายงานอะไรให้ฉัน”
บัดนั้นคืออีกครั้งที่คามิลมองเขาด้วยดวงตาที่เหมือนมนุษย์ทั่ว ๆ ไป เขาดูพินิจตรึงตรอง—มีประกายความรู้สึกนึกคิดอยู่ในนัยน์เนตรเหล่านั้น “สควอโล่ สัญญากับผมสิ ว่าคุณจะไม่บอกข้อมูลของผมกับใคร...” แต่แล้วแววตาอันเย็นเยือกก็หวนคืน “ไม่บอกเขา”
“ไอ้ฉลามสวะ!”
สควอโล่ผุดกายลุกขึ้นนั่ง พลางหายใจหอบฮั่ก ดวงตาคู่งามเบิกโพลง หัวใจเขาเต้นร่ำจนอกเริ่มรู้สึกเสียดร้อน เขาเริ่มกะพริบตาปริบ ๆ เพื่อไล่หยาดเหงื่อเย็นเยียบ แลเห็นใบหน้าคร้ามของนภาสีทมิฬที่ยืนห่าง ๆ อยู่หน้าเตียง ในมือถือแก้วเหล้าที่พร่องจนเกือบหมดไว้ แสงโคมไฟที่หัวเตียงสาดต้องรอยแผลเป็นจนเห็นเงาตัดกันแจ่มชัด ราวกับว่าปลายแผลเหล่านั้นถูกร่างด้วยหยาดหมึก และยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขามของเจ้าของรอยบากเหล่านั้นขึ้นเป็นทบทวี
“แซนซัส...” สควอโล่หลุดเสียงหอบและชื่อดังกล่าวออกมาพร้อม ๆ กัน วงหน้าเรียวเริ่มกวาดมองไปรอบกาย ความมืดของราตรีกาลปกคลุมเกือบทั่วห้อง เตียงสี่เสาประดับด้วยม่านสีแดงสด โต๊ะและตู้ที่สลักตกแต่งด้วยลายวิจิตร ขวดวิสกี้และบรั่นดีที่ยังไม่หมดดีวางอยู่บนหัวเตียง ผ้าห่มหนามีกลิ่นของเรือนกายที่คุ้นจมูกเหลือคณา – กลิ่นเลือดและกลิ่นเพลิง ชายหนุ่มผมยาวสูดหายใจเข้าเต็มปอดอีกครา มือขวาอันสั่นเทายกขึ้นแตะลำตัวเล็กน้อยราวกับกำลังตรวจสอบว่าตนมิใช่วิญญาณ ทุกอย่างดูเหมือนจริงกว่าเมื่อครู่ที่เขาเพิ่งจะ...
“ฝันร้ายอะไรรึไง” บอสแห่งวาเรียผู้มีลางสังหรณ์ไวกว่าใครเอ่ยถามขึ้นหลังจากกระดกเมรัยจนหมดแก้ว
สควอโล่พยายามกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ให้ลงคอ ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะเริ่มอธิบายจากตรงไหน แต่ไม่ทันที่จะได้สูดหายใจให้เต็มปอดดี เสียงแก้วแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก็ดังกระทบโหนกศีรษะเขาเข้าอย่างจัง ฉลามหนุ่มร้องโอ๊ยเสียงดังด้วยความตกใจระคนเจ็บ
“ฉันถามแกว่าฝันร้ายอะไร หูหนวกเรอะ!” แซนซัสตวาดซ้ำ แต่แล้วนัยน์ตาสีเลือดก็หรี่เล็กลงเมื่อเห็นพิรุณชะเลือดก้มหน้าลงต่ำและไม่ปริปากตอกกลับอะไรราวกับตัดขาดจากเขาโดยสิ้นเชิงเสียแล้ว บุรุษผมดำยุ่งตรับฟังเสียงหายใจกระสับกระส่ายของคนที่เพิ่งโดนโจมตีขั้นเบาะ ๆ ฉลามผู้ควรจะกระหายเลือดกลับรีบใช้มือปาดหยาดโลหิตที่ลงมาถึงหัวคิ้วออกเร็ว ๆ เสมือนโดนลวก ราวกับรังเกียจเดียดฉันท์ของเหลวที่ว่าเป็นที่สุด
“ไม่เคยรู้มาก่อนว่าแกกลัวเลือด” แซนซัสชี้บอกข้อผิดปกติ “ดูตื่น ๆ ซะจนไม่มีเวลามาด่าฉันกลับเหมือนเคยเลยนะ ไอ้สวะ”
“อย่าให้เลือดออกสักหยด สิ่งเหล่านั้นหมายถึงความพ่ายแพ้”
“ฉันไม่ได้กลัวเลือด! แผลที่หัวมีเลือด-เลือดไหลเยอะเป็นธรรมดา” นักดาบหนุ่มตอกกลับทันทีด้วยสุ้มเสียงสั่นคลอนผิดปกติ “ฉันเพียงแต่... ตั้งตัวไม่ทัน” ดวงหน้างามขยับส่ายน้อย ๆ ราวกับพยายามตั้งสติ และความรู้สึกปั่นป่วนในท้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็บังเกิดขึ้น คอตีบตันจนเกือบจะคลื่นไส้ หัวพยายามสรรหาถ้อยวาจามาสนทนากับแซนซัสโดยไม่ใส่ใจกับบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังที่เคยเป็น ทว่าความคิดที่อยากหาอะไรสักอย่างมาปิดบาดแผลโดยไวกลับถาโถมเข้ามาถึงขั้วสมองเสียจนไม่อาจคำนึงถึงเรื่องอื่น
“แกไม่เคยตั้งตัวทันกับการโจมตีของฉันอยู่แล้ว” นายเหนือหน่วยมือสังหารกล่าวเสียงเข้ม “แล้วมันก็ไม่เคยเป็นปัญหา แล้วแกก็คงไม่ได้กลัวเลือดอย่างที่ว่า แกกลัวการมีแผล”
“ฉันควรจะตั้งตัวทัน!” เพชฌฆาตพิรุณตวาดกลับ “แล้วฉันก็ไม่ได้กลัว ฉันแค่ไม่ชอบ! จู่ ๆ อย่ามาเขวี้ยงอะไรโดยไม่มีเหตุผลจะได้ไหม!”
“ทุกอย่างล้วนมีเหตุผลของมันเอง สควอโล่”
แนวคิดดังกล่าววาบขึ้นในหัวของสควอโล่ราวกับเป็นการตักเตือนกระนั้น เปลือกตาบางของนักดาบหนุ่มค่อย ๆ บีบปิดลงด้วยจิตอันสั่นคลอน เขาไม่ได้ตั้งใจให้การสนทนามุ่งไปทางนั้นเสียหน่อย ช่างน่าพรั่นพรึงนักเมื่อเกมแสดงอำนาจของแซนซัสดูจะกระตุ้นให้เขานึกถึงเกมจอมควบคุมของคามิลได้ไวกว่าที่ต้องการ ชายผมเงินรู้สึกหัวปวดตึงขึ้นมาอย่างฉับพลัน และสุรเสียงอันแข็งกร้าวของนายเหนือก็ได้แต่ทะลุผ่านหูเขาไปเท่านั้น
“เหตุผลคือฉันกำลังโกรธ” แซนซัสเบิกตาพินิจอากัปกิริยาของผู้ใต้อาณัติ “และฉันโกรธแกมานานเพียงพอที่แกจะได้รับบทลงโทษอันยาวนาน ไอ้ตอนที่แกหายตัวไปนั่นปราสาทวาเรียเละไม่เป็นท่า คนเขาลือกันให้ทั่วว่ามือสังหารอันดับต้น ๆ ของวาเรียหายสาบสูญ ไม่เพียงแต่ทิ้งงานเป็นตั้ง ๆ เอาไว้แต่ยังหางานมาให้เพิ่มอีก” กายแกร่งก้าวเข้าหา ก่อนที่มือหนาจะคว้าหัวไหล่บางของอีกฝ่ายแล้วกระแทกเรือนร่างโปร่งเข้ากับหัวเตียงไม้แข็ง ๆ เข้าดังโครม “มองตาฉันเวลาฉันพูดไอ้สวะ!”
“โอ๊ย!” พิรุณชะเลือดอุทานเมื่อสะบักหลังและศีรษะโดนกระแทกเข้าอย่างจัง แรงสั่นสะเทือนจนชาวาบในวินาทีแรกตามมาด้วยความรู้สึกแสบร้าวไปทั่วหลัง กลิ่นอายโลหิตลอยมาเตะจมูกขณะที่หลังหัวเจ็บร้อนจนสมองมึนวูบ ลำตัวเพรียวพยายามเบี่ยงร่างให้หลุดจากเงื้อมมือเจ้าชีวิตเพียงหนึ่งเดียว “เจ็บ—แซน...!”
ประกายตาแซนซัสกระตุกวูบอย่างคับแค้น แค่ออกปากบ่นว่าเจ็บก็ไม่ใช่แกแล้ว ไอ้ฉลามหัวเน่า! มือที่แข็งดั่งคีมเหล็กคว้ากรามสควอโล่เพื่อบีบบังคับให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น ฉลามร้ายพยายามจับภาพดวงเนตรสีโกเมนไว้ทั้ง ๆ ที่จำต้องหยีตาปิดไว้ข้างหนึ่งเมื่อโลหิตอุ่นไหลลงมาตามเปลือกตา มือบางแตะกันบ่ากว้างให้ห่างจากตัวโดยสัญชาตญาณ – การกระทำที่ไม่ได้ทำให้ไอร้อนของความกราดเกรี้ยวในตัวแซนซัสลดลงไปแม้แต่องศาเดียว ปลายลมหายใจระริกไหวจากเรียวปากบางเมื่อสควอโล่ตระหนักในที่สุดว่าได้ราดน้ำมันเข้ากองเพลิงเสียแล้ว เขาปรารถนาจะส่ายหน้าแต่มิอาจทำได้เมื่อเรียวหน้าถูกจับไว้เสียแน่น
เงียบกริบ
ไร้ซึ่งลมหายใจจากกันและกัน เสมือนหนึ่งคือผู้ล่าที่รอคอยให้เหยื่อแน่นิ่ง และอีกหนึ่งคือเหยื่อที่กริ่งเกรงการโจมตีเกินกว่าจะไหวกาย บังเกิดบรรยากาศตึงแน่นที่ทำให้กล้ามเนื้อทั่วตัวสควอโล่เกร็งเครียดอย่างช่วยไม่ได้ แต่แล้วแซนซัสก็เป็นฝ่ายทำลายความนิ่งสนิทนั้นลง นิ้วหยาบเลื่อนขึ้นไปตามผิวแก้มเปรอะเลือดอย่างช้า ๆ หากมั่นคง ก่อนจะปาดของเหลวสีสดออกจากใต้คิ้วสีเงินอ่อนด้วยน้ำหนักมือที่หนักกว่าการไล้หากเบากว่าการลูบ อนุญาตให้ผู้ใต้อาณัติลืมตาขึ้นมองตนเต็มสองตา
“ความแตกต่างระหว่างการปิดล็อคความทรงจำกับการจากลบความทรงจำก็คือ การปิดล็อคความทรงจำไม่มีผลกระทบต่อไอคิวเหมือนการลบความทรงจำ” แซนซัสเริ่ม “และถ้าจิตใต้สำนึกปรารถนาที่จะจำเรื่องที่คิดว่าจำเป็นต้องงัดเอามาใช้ล่ะก็ จะมีผลออกมาเป็น ‘ความฝัน’ ยามหลับ ความฝันที่ว่าอาจจะเหมือนจริงจนพัฒนากลายเป็นภาพหลอนได้—”
“แซนซัส” พิรุณทำใจกล้าเอ่ยขัด ดวงตาสีน้ำแข็งดูเหมือนข่มความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึงเอาไว้ และเจือความสิ้นหวังอยู่ในที
ผู้ล่าก็รู้จักเหยื่อ และเหยื่อก็รู้ใจผู้ล่า หากแต่แซนซัสก็คือแซนซัส ไม่มีวันผ่อนปรนหรืออ่อนข้อให้ใคร
ชายผมยาวเงินเค้นเสียงเบาหวิวออกมาด้วยเนื้ออารมณ์ที่อยู่ระหว่างระวังภัยกับยำเกรง—เขาสูดลมหายใจเข้าเฮือกเล็ก ๆ – “อย่า...” – และภาวนาวิงวอน
ทั้งที่นภาราตรีอ่านออกว่าสเพลบี สควอโล่ไม่ใช่คนที่จะปริปากขอร้องอะไรง่าย ๆ แม้ในยามที่จำต้องตกอยู่ในบทสนทนาที่ไม่พร้อมใจเผชิญเช่นนี้ก็ยากจะเอ่ยคำว่า ‘ได้โปรด’ ออกมา และเท่าที่เขาได้ยินก็เข้าใจได้ดีถึงความจนตรอกของฝ่ายตรงข้าม แต่มีหรือแซนซัสจะไม่ดึงดันเอาสิ่งที่เขาต้องการยามที่เขาต้องการ ประกายวิบที่ไหววูบอยู่ภายในดวงตาสีโลหิตข้นชวนให้ฉลามร้ายรู้สึกขนลุกวาบที่ไขสันหลัง
“ตอบฉัน แกฝันเห็นอะไร”
เพชฌฆาตวรุณแว่วเสียง... หัวใจ
“สควอโล่ สัญญากับผมสิ”
ก้อนเนื้อในอกไม่ได้เต้นเร็วจนเกินไป แต่ก็ดังจนรู้สึกหูอื้ออึง สควอโล่ปิดตาลงเมื่อรู้สึกเหมือนหัวหมุนติ้วขึ้นฉับพลัน ก่อนจะฝืนลืมตาขึ้นพิศหน้าคมสันของเจ้านายตนอีกครา เขาผ่อนลมหายใจที่กลั้นมานานอย่างเชื่องช้า สิ่งที่ฝันนั้นเห็นชัดจนเกือบสัมผัสได้—นักดาบหนุ่มอ้าปากก่อนจะชะงักงัน—ถ้อยคำที่แลกเปลี่ยนกับคามิลในฝันก็แทบจะเรียงร้อยออกมาเป็นตัวอักษรได้—เขาค่อย ๆ ปิดปากตนโดยปราศจากซึ่งคำอธิบายใด ๆ และดำเนินความเงียบเช่นนั้นต่อไปอยู่ชั่วครู่
“ฉัน...” สควอโล่หลุบตาลง เหลือบตาขึ้น เบี่ยงตาหนี ก่อนจะกลับมาสบตากับเจ้าของเส้นผมสีถ่านอีกที ลมหายใจถี่ขึ้นเพียงเล็กน้อยจนเกือบจะสังเกตไม่ได้ พูดสิ ลำคอตีบตันขึ้นมาเฉียบพลัน หน้าอกแน่นจนเปล่งเสียงพูดต่อมิได้ ความรู้สึกบางอย่างอันแรงกล้าปิดกล่องเสียงจนใช้งานไม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“ว่าคุณจะไม่บอกข้อมูลของผมกับใคร...”
“ฉันถามว่าแกฝันเห็นอะไร” แซนซัสย้ำเสียงหนักชัดเจน น้ำเดือด ๆ แผ่ซ่านอยู่ในสุรเสียงที่กดความดังให้ต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็น
หัวคิ้วฉลามคลั่งขยับเข้าหากันขณะที่จ้องตาคนตรงหน้าไม่กะพริบ หัวใจเต้นแรงจนน่ากลัวว่ากระดูกซี่โครงจะร้าว
“ไม่บอกเขา”
ในที่สุด สควอโล่ก็หาเสียงตนพบ มันหลุดออกมาจากปากเขาอย่างลวก ๆ และฟังดูแห้งเสียจนปลายประโยคแทบจะเหือดหายลงลำคอไป “ฉันบอกไม่ได้” สควอโล่สะกดลมหายใจไว้ กะพริบตาเร็ว ๆ ระหว่างที่เสสายตาหนีไปที่อื่นก่อนจะกลับมาสบตากับแซนซัสตรง ๆ และ—เขาพยายามหนีออกมาครั้งแล้วครั้งเล่ามิใช่หรือ การมองหน้าแซนซัสอีกครั้งหนึ่งคือสิ่งที่เขาปรารถนามาตลอดมิใช่หรือ
แล้วเหตุไฉนเขาถึงรู้สึก... ว่างเปล่า
และดูเหมือนความโกรธกริ้วของนภารัตติกาลก่อนหน้านี้ถูกดึงกลับสู่ความว่างเปล่า ราวกับความคิดคำนึงได้ชะงักงันไปวูบหนึ่ง คมหน้านิ่งสนิทดุจรูปสลัก ปราศจากซึ่งอารมณ์ใด ๆ จนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่นภารัตติกาลระเบิดอารมณ์ออกมาไม่ถูกเลยทีเดียว
สควอโล่ได้หนีออกมา—จากความว่างเปล่าสู่ความว่างเปล่า
TBC.
เขียนบทนี้จบแล้วววววว \T[]T/ รู้สึกเหมือนอยากพูดว่า "บ๊ายบาย หลามเอ๋ย" จริงๆ ในฐานะที่หลามได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้ว เอิ๊กกกก *โดนฟาดหัว*
ขออภัยในการหายตัวระยะยาว -w-" ก่อนหน้านี้ยุ่งๆ บวกกับเขียนบทที่ 15 ยังไง๊ยังไงก็ไม่ถูกใจ(มากกว่าปกติ) ทำให้ช่วงท้ายๆบทrewriteซะบ่อยไปหน่อย = =" แต่ในที่สุดอิไดองก็ปิดเทอมแล้ว หวังว่าจะมีเวลาเขียนมากขึ้น
พอดีว่าท่านNoirบอกมาว่านึกหน้าชูรอชไม่ออก ด้วยความที่จขบ.อยากวาดมันมาสักพักแล้ว จึงได้ร่างๆเผาๆออกมาเป็นประมาณนี้
ถือว่าเป็นหนุ่มสิบเจ็ดย่างสิบแปด คิดว่าสูงกว่าและหน้าใสกว่าหนุ่มอายุเท่าๆกันล่ะมั้ง
ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอขอบคุณที่ยังมีคนรอคอย TwT/
ท่านเพลงดวงดาว << ชูรอชเป็นประเภทกล้าพูดกล้าทำแหละค่ะ ฮา~ จะว่าไปแล้วน่าจะเป็นกขค.ให้ทุกคนระดับเยี่ยมเลยนะเนี่ย XD (นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี? = = )
มาถึงบทนี้แล้ว... ถึงหลามจะทรมาน แต่บอสก็คงแอบทรมานด้วยก็ได้นะ 55 (นับเป็นเรื่องน่าหัวเราะ? = =)
ท่านMukkuk << นานๆทีจะเห็นบอสหวานซักที TwTb คำสั่งของบอสแลดูเป็นประกาศิตที่สุด แต่ดูเหมือนว่าต่อแต่นี้ชักจะไม่ใช่ซะแล้ว =/l\="
คะน้าใบเขียว << ขอบคุณที่อ่านจ้า XD เพิ่งรู้ว่าคะน้าอ่านอยู่บ้างเหมือนกัน 55
ท่านNoir << คนอ่านใหม่ <3 ขอบคุณที่ติดตามค่า อิไดองกำลังพยายามคงความ angst ของเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ (เพราะหลังๆอารมณ์อยากเขียนอะไรขำๆดูบ้าง =w=" )
ความแก่แดดคือเสน่ห์ของชูรอชนั่นล่ะค่ะ เอิ๊กกก
ป๋า...คงไม่อ่อนโยนกับหลามแฮะ -w-" อย่างน้อยก็ไม่ใช่อีกนาน 55
ท่านป้าBB&ลูกชายTP << *โค้ง* ดีใจที่ชอบค่า ส่วนในเรื่องภาษาอิไดองว่าหลังๆชักเขียนไม่ถูกเลยแฮะ หวังว่าจะยังอ่านลื่นอยู่นะ 55 ส่วนเรื่องเรียนการเขียน อิไดองเองยังต้องเรียนรู้อีกไกลฮะ =/l\=
ฟิกใน LJ ข้าน้อยก็ชอบอ่าน แต่ส่วนใหญ่จะเข้าไปอ่านในLJต่อเมื่อกำลังหาฟิก rare pairing ซะมาก XD
ข้าน้อยรู้สึกว่าน่าสนใจดีที่จะลองเขียนสัมพันธ์XSแบบนี้ดู คิดว่าอีกนานล่่ะฮะกว่าที่ฟิกเรื่องนี้จะจบ ฉะนั้นไม่ต้องห่วง 55 (แถมยังบวกเวลาดองอีกต่ะหาก =[]=! ) เรื่องที่ว่าป๋าแซนจะแสดงความรู้สึกยังไงนั้น... อิไดองคิดไว้แล้วล่ะแต่กว่าจะได้เขียนคงอีกสักพัก 55
ท่าน xs << บทที่ 15 คลอดออกมาให้อ่านสมใจแล้ว ขอบคุณที่ติดตามค่า~
สุดท้ายข้าน้อยขอบคุณที่ติดตามค่า หวังว่าจะชอบบทนี้เน้~ =w=
