(Film Reviews) Like Father, Like Son + Snowpiercer

posted on 14 Dec 2013 00:39 by daiong in Film-TV directory Entertainment

ก่อนอื่นอยากแจ้งว่าจขบ.เปิด WordPress และอัพ entry แรกที่นั่นแล้ว ในอนาคตก็อาจจะย้ายไปอัพบล็อกที่นั่นเป็นหลักมั้ง... TvT

_

 

 

วันนี้ได้นัดไปดูหนังกับเซย์แบบค่อนข้างกะทันหัน จึงกลับมาอัพพล่ามถึงภาพยนตร์เรื่อง Like Father, Like Son [Soshite chichi ni naru] (2013) และ Snowpiercer (2013) กัน  มี SPOILERS บ้าง แต่คาดว่าไม่ถึงกับทำให้เสียอรรถรสสำหรับคนที่ตั้งใจจะไปดูหนังสองเรื่องนี้เน้

_

 

 

 

Like Father, Like Son [Soshite chichi ni naru]

 2013, กำกับโดย Hirokazu Koreeda

Image

“ปะป๊ากับมะม๊าของริวเซน่ะรักลูกมากเลยนะ”

“มากกว่าปะป๊าอีกหรือฮะ”

“มากกว่าสิ”

Plot:

ปะป๊าสุดหล่อเป็นสถาปนิกจอมขยันแถมรวยนายหนึ่งมีภรรยาเงียบ ๆ ใจดี ๆ  มีลูกชื่อเคตะ ซึ่งปะป๊าก็รักลูกนะแต่การแสดงออกค่อนข้างเย็นชา ไม่ค่อยทำกิจกรรมอะไรร่วมกับลูกเพราะถือว่าลูกต้องทำอะไรได้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว

หนังเปิดตัวมาชัดเจนว่า ปะป๊าคิดว่าข้อดีของเคตะก็คือเงียบและใจดีเหมือนคุณแม่ แต่ก็เป็นข้อเสียเหมือนกันเพราะเฉื่อยและยอมคนเกินป๊าย ด้วยว่าปะป๊าที่ไม่ยอมแพ้ใคร (จริง ๆ พ้มก็อยากให้ลูกเหมือนพ้มบ้าง XD ) แต่ลูกก็ขยันนะ พยายามเก่งอยู่เงียบ ๆ  อยากมีพรสวรรค์แบบปะป๊าบุรุษซึนมั่ง

ไป ๆ มา ๆ ทางโรงพยาบาลติดต่อมาว่า มีความผิดพลาดสลับตัวเด็กทารกล่ะ ทั้งนี้ก็เริ่มดำเนินคดีค้นหากันว่ามันเกิดเหตุขึ้นได้ยังไง แล้วครอบครัวนี้ก็เริ่มทำความรู้จักกับอีกครอบครัวหนึ่ง(ซึ่งขายอุปกรณ์ไฟฟ้าธรรมดา ไม่ได้รวยหรูเนี้ยบอย่างบ้านของปะป๊าตัวเอกแต่อย่างใด) ได้พบกับลูกแท้ ๆ นามว่าริวเซ ซึ่งก็ดูเข้มแข็ง แต่คล้ายจะติดเชื้อซนเหมือนลิงเหมือนน้อง ๆ คนอื่นในบ้านโน้น

จึงปัญหาว่าเราจะสลับเด็กกัน หรืออย่างไรดี ใจหนึ่งก็อยากได้ลูกในสายเลือดมาอยู่ด้วย แต่ลึก ๆ ก็ผูกพันกับลูกไม่แท้ที่เลี้ยงมา 6 ปีนี่สิ

Comments:

- แสดงเป็นธรรมชาติกันทุกคนนะ เด็กทุกคนน่ารักมาก ๆ

- เป็นหนังที่ค่อนข้างเงียบสไตล์หนังญี่ปุ่นแฮะ ไม่มีบทพูดอะไรยืดยาวนัก อย่างไรก็ดีผกก.ให้เนื้อที่ตัวละครเด่น ๆ ทุกตัวได้มีปากเสียง และสะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน

- ไม่ใช่หนังเศร้าโศกเคล้าน้ำตา แต่จี้จุดให้ซึ้งได้ดี สารภาพว่าจขบ.เสียน้ำตาหนึ่งหยดถ้วน (ฮา) ไม่ต้องพูดมีบทพูดมากมายก็อินไปกับการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เชื่อมโยงกันกับเนื้อเรื่องโดยรวม

- จากการตีความส่วนตัว  Like Father, Like Son เล่นไอเดียเกี่ยวกับ nature vs. nurture  ตั้งคำถามที่ว่าคนเรานั้นเกิดมาโดยได้รับอิทธิพลจากสายเลือดโดยธรรมชาติ หรือว่าการเลี้ยงดูมากกว่ากันหรือว่าอย่างไรกันหนอ นิสัยและความสามารถนี่ไม่ว่ายังไงก็อยู่ในสายเลือดจริง ๆ หรือ ซึ่งผกก.ก็นำเสนออิทธิพลของนิสัยทั้งจาก nature และ nurture ให้เห็นอย่างชัดเจน

- มีคำถามอื่น ๆ เช่นการเลี้ยงเด็กที่ไม่ใช่คนในสายเลือดก็ยังสามารถรักเด็กเหมือนลูกแท้ ๆ ได้ใช่ไหม ในขณะเดียวกันความรักที่มีต่อลูกนั้นได้รับอิทธิพลจากการที่มีสายเลือดเดียวกันมากน้อยเพียงใด ฯลฯ

- Like Father, Like Son พูดถึงการเลี้ยงดูเด็กโดยทั่วไปด้วย สำหรับเด็กแล้วอะไรสำคัญหรือ ปะป๊าที่ไม่ค่อยมีบุคลิกอบอุ่นแต่ให้การศึกษาที่ดีกับลูก vs. ปะป๊าที่เรื่อย ๆ เปื่อย ๆ ทางด้านการงานแต่มีเวลาให้ลูกมากกว่านั้น สามารถเอามาตัดสินได้หรือไม่ว่าใครเป็นพ่อที่ดีกว่ากันหรือแบบใดเป็นการเลี้ยงดูที่ดีต่อเด็กมากกว่ากัน

- ปะป๊าตัวเอกหล่อแฮะ เก๊กแบบน่ารักปนซึน ๆ  XD

- บางตอนก็เดินเรื่องช้าเกินไปนิด เอื่อย ๆ ไปหน่อย

- อย่างไรก็ดี จขบ.มีโมเมนต์ที่เห็นใจตัวละครได้ทุกตัวนะ แล้วก็ได้เห็นการพัฒนาของทุก ๆ คนด้วย เป็นหนังที่สมบูรณ์ในตัวของมันเองดีค่ะ

_

 

 

 

Snowpiercer

2013, กำกับโดย Joon-ho Bong

Image

“The people at the front of the train are the head, and those at the back of the train are the feet.”

สารภาพว่าพลาดไป 5 นาทีแรกเพราะจขบ.เข้าไปดูไม่ทัน แต่ไม่เป็นไร แอบไปคุ้ยจนค้นพบว่าห้านาทีแรกไม่มีอะไรมากนัก ฮา

Plot:

รวม ๆ แล้วคือโลกมนุษย์ต้องกลับไปอยู่ในยุคน้ำแข็งเพราะสารเคมีที่พยายามทำให้อากาศบนโลกเย็นลง แต่มันดันเย็นลงถึงขนาดที่ทำให้มนุษย์แทบสูญพันธุ์ แล้วก็มีชีวิตอยู่กันในรถไฟที่สามารถฝ่าความหนาวระดับสูงได้ ซึ่งผลิตโดยบุรุษนามว่าวิลฟอร์ด

ทว่าคนท้ายขบวนมีชีวิตอยู่กันอย่างแร้นแค้น ก็เลยเตรียมตัวจะกบฏแบบลุย ๆ ต่อสู้ผ่านประตูแล้วประตูเล่าจนกว่าจะไปถึงหัวขบวนกัน

คุณพระเอกเคอร์ติสก็ตามสไตล์ฮีโร่ทั่วไป มีส่วนช่วยเหลืออย่างใหญ่หลวงในการนำคนให้ร่วมต่อสู้กับระบบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่แบบ… จริง ๆ เราไม่อยากเป็นผู้นำนะตัวเอง แค่จำเป็นต้องนำ แล้วก็ได้รับการให้กำลังใจจากคนใกล้ชิดว่าเป็นเหอะ นายต้องนำคนไปหัวขบวน และสุดท้ายก็อาจจะต้องเป็นคอยควบคุมดูแลเครื่องจักรขบวนรถไฟเพื่อมวลมนุษย์ทุกคนในรถไฟต่อไป

Comments:

- Snowpiercer ดูจะเน้นการคำถามเกี่ยวกับระบบการปกครองแบบเผด็จการ (totalitarianism)  จขบ.คิดว่าแต่ละขบวนที่พระเอกผ่านไปนั้นเป็นการสะท้อนสังคมรูปแบบต่าง ๆ ในเชิงสัญลักษณ์ แต่วิธีที่มันนำเสนอออกมาทำให้ดูมั่วเกินไปหน่อย จขบ.เลยไม่อินมันทั้งดุนเลย (อ่ะแห่ะ) ในช่วงแรก ๆ ของหนังนี่ดูจะเข้าท่ามากเลย แต่ผ่านไปสักพักชักจะมึน ๆ  รู้สึกว่าหลาย ๆ อย่างมันชวนแป้กมากกว่าโอ้โหอ่ะ

- จขบ.ไม่ได้รู้สึกว่าตัวละครมันมีการพัฒนาหรือจุดเปลี่ยนให้เห็นเด่นชัดอะไร…เลย OTL

- มาดูแบบแอบติ่ง John Hurt เบา ๆ… แต่บทฮีก็ไม่มีอะไรมากนะ TvT ฮีดูจะได้รับบทผู้มีสติปัญญาให้มาเป็น father figure (ตัวแทนพ่อ) หรือ mentor (ที่ปรึกษา) ให้ฮีโร่ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าหนังได้เปิดช่องให้จขบ.ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับความสัมพันธ์ของพระเอกกับ mentor เท่าไร

- หนังก็ไม่ได้เปิดช่องให้จขบ.ได้มีอารมณ์กับความสัมพันธ์ไหนเลยแฮะ (หรือว่าจขบ.มีอารมณ์ร่วมช้า…)

- ผกก.ดูจะพยายามโยงเรื่องอย่างดี ใส่ใจกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ  แต่จขบ.ว่ามันเหมือนมีไอเดียเยอะแยะที่อยากใส่เข้าไป ถึงเป็นรายละเอียดที่ไม่ได้ดูจำเป็นก็ยัดมันเข้าไปอยู่นั่นจนเละไปหมดแล้ว วิธีการเล่าเรื่องไม่ได้ดีเท่าไร

- ทั้งนี้ทั้งนั้นจขบ.ชอบที่ Snowpiercer แฝงคอนเซปต์ที่ว่าคนเรารู้และยอมรับตามแต่สิ่งที่ตัวเองได้รับรู้บนโลกนี้ และสิ่งที่ตัวเองได้เห็นเท่านั้น เช่น เด็กที่เกิดบนรถไฟ ไม่เคยได้มีชีวิตอยู่ที่อื่นเลยก็จะไม่รู้ว่าดินมันเป็นอะไร มีไว้ทำไม  รวมถึงคำสอนที่ว่าเครื่องจักรรถไฟนั้นเป็นสิ่งศักสิทธิ์เหนือสิ่งใด และเจ้าของรถไฟวิลฟอร์ดก็ควรได้รับการนับถือเสมือนพระเจ้าผู้เมตตากรุณา เป็นต้น

- นักแสดงแต่ละคนแสดงกันเก่งดีค่ะ แต่เราว่าบทมันเหมือนยำปลากระป๋องที่มีกลิ่นชวนเวียนหัวแฮะ…

_

 

 

 

เอนี่เวย์ เจอกัน entry หน้าค่า

Comment

Comment:

Tweet