เกริ่นๆกันก่อนดีกว่า...

- โรค Eating Disorders ดูเผินๆเหมือนจะเกี่ยวกับน้ำหนัก แต่จริงๆแล้วเป็นตัวสะท้อนปัญหาในชีวิตของผู้ป่วยที่อยู่ลึกกว่านั้นค่ะ แค่อยากสวยไม่ได้ทำให้คนยอมอดอาการกันจนผมร่วงหรอกค่ะ ผู้ป่วยจริงๆต่างจากคนที่ใช้วิธีลดน้ำหนักแบบเดียวกันในระยะเวลาสั้นๆ

- ผู้ป่วยโรคประเภทนี้ไม่ได้โง่อย่างที่คนอื่นเข้าใจด้วยค่ะ อาจจะดูเพี้ยนๆก็จริง (eg. "ในยาแก้ปวดมีแคลอรีรึเปล่า") แต่ก็ต้องจำไว้ว่ามันเป็นโรคทางจิตนี่ ไม่ใช่ทางกาย ผู้ป่วยจำนวนมากเป็นเด็กเรียนติดเกรด A+ รวดด้วยซ้ำ เพราะมักจะเหล่า perfectionist กันถ้วนหน้า แล้วอีกอย่างก็ใช่ว่าจะเห็นโดยง่าย (เขาอาจจะดูเหมือนชอบทำอาหาร เป็นคนต้อนรับเสิร์ฟอาหารให้ทุกคน โดยที่ไม่มีใครรู้ตัวว่าเขาแทบไม่ได้กินเลยก็ได้)

- ผู้ป่วยทุกคนไม่ได้ผอมแห้งงง ไม่เกี่ยวกันค่ะ (เขาอาจจะวัดกันก็ได้ว่า BMI ต่ำกว่า 17.5 ถือว่า anorexic แต่เหนือกว่านั้นก็ไม่ได้หมายความว่า healthy mind โลดแล่นสบายบรื๋อนะ) พวกกินเยอะเกิน COE (Compulsive Over Eating) ก็มี  Bulimia Nervosa (กินเยอะๆแล้วอ้วก) ก็มี โรค ED ทุกประเภทล้วนซีเครียดและอันตรายต่อหัวใจทั้งสิ้น

- ผู้ป่วยโรคนี้กำลังจะตายค่ะ ทิ้งไว้โดยไม่รักษาย่อมมีโอกาสเสียชีวิต คนเป็น bulimia อ้วกผิดวิธีครั้งหนึ่งเสียชีวิตได้

- ผู้ป่วย ED จำนวนหนึ่งมี Body Dysmorphic Disorder เป็นตัวหลอกหลอนด้วย เป็นอาการแบบว่า... ถึงผอมแต่ไม่เห็นว่าตัวเองผอมน่ะ แบบนี้
 
- ไม่ใช่ว่าเห็นผู้ป่วย ED กินแล้วแปลว่าเขาไม่ได้ป่วยจริงนะคะ ถึงอยากตายแต่ก็กินอาหารไปตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด แต่ไม่ได้กินในรูปแบบที่จะดีต่อสุขภาพ
 
- ถ้าเกลียดที่จะป่วยนักทำไมไม่รักษาให้หายๆไปซะ? เอ่อ ถ้าง่ายปานนั้นก็คงไม่ค่อยมีคนป่วยโรคซึมเศร้าฆ่าตัวตายกันหรอกหนา ความทุกข์ในจิตใจคนไม่ใช่สวิตช์ไฟที่จะเปิดแล้วปิดค่ะ
 
 
 

 

 
 
Original source: เรื่องสั้น 'Daughters of the Diet Revolution' เขียนโดย Jennifer Egan  ซึ่งรวมอยู่ในหนังสือ Going Hungry: Writers on Desire, Self-Denial, and Overcoming Anorexia แก้ไขโดย Kate M. Taylor - อันเป็นหนังสือรวมเรื่องราวจากชีวิตจริงของเหล่านักเขียนทั้งชาย/หญิงที่เคยป่วยเป็นโรค Anorexia Nervosa ค่ะ
 
Disclaimer: จขบ.ไม่ได้เป็นเจ้าของเรื่อง 'Daughters of the Diet Revolution' และแปลโดยไม่หวังผลกำไรใด ๆ ทั้งสิ้น เนื้อเรื่องและงานเขียนดั้งเดิมเป็นของ Jennifer Egan ค่ะ มีเพียงคำแปลเท่านั้นที่ตัวจขบ.แปลออกมาด้วยตัวเอง
 
Translator: Daiong (AKA จขบ.เอง)
 
Translation editor: Blue Cat
 
Translator's Notes: แปลเรื่องนี้สำหรับ Eating Disorders Awareness Week 2013 ในช่วง 24 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคมค่า AKA NEDAwareness week โดยไม่หวัง มาร่วมสนับสนุน NEDA (National Eating Disorders Association) กันเถอะค่า :)
 
Word Count: 4,010

Alternative link: Dek-D
 
_
 
 
 
 
 
Daughters of the Diet Revolution
 
Jennifer Egan
 

 

 

นาน ๆ ครั้งฉันและพี่เลี้ยงหญิงมาเชียก็อยากทานอาหารเช้าไขมันสูงพร้อม ๆ กัน แล้วเมื่อไม่นานมานี้ ระหว่างการรับประทานไข่และแพนเค้ก เธอก็บอกบางอย่างที่น่าสนใจกับฉัน น้องด.ลูกสาวของมาเชียอยู่กับพวกเรา—เด็กน้อยอายุสี่ปีผู้เฉียบขาดและแสนรู้ เธอยังเด็กเพียงพอที่พวกเราจะสามารถพูดสะกดคำตอนที่มีเธออยู่ด้วย และหลบหลีกความใคร่รู้ของเธอไปได้อย่างเฉียดฉิว แน่ล่ะว่า เ-ซ็-ก-ซ์ เป็นคำสำคัญ มาเชียคอยระวังยามสะกดชื่อสามีเก่าผู้เป็นพ่อของน้องด.ยามใดก็ตามที่พูดถึงเขาด้วยความรู้สึกอื่นนอกเหนือจากความรักแสนอบอุ่น  อย่างไรก็ตาม ฉันประหลาดใจเมื่อมาเชียกล่าวว่าเธอกำลังอยู่ในช่วง ไ-ด-เ-อ-ท อยู่

 

“ทำไมต้องสะกดด้วยล่ะ” ฉันถาม

 

“อ้อ ฉันไม่แม้แต่จะอยากให้เธอคิดเรื่องพวกนั้นเลยล่ะ” มาเชียว่า

 

เมื่อพวกเรามองไปยังน้องด.ที่กำลังยัดไข่ดาวและแฮชบราวน์เข้าปาก ฉันไม่แม้แต่จะถามว่ามาเชียหมายถึงอะไรตอนที่เธอพูดว่า ‘เรื่องพวกนั้น’  พวกเราทั้งคู่อายุสามสิบสี่ เป็นสมาชิกรุ่นแนวหน้าของ disordered eaters  เมื่อสมัยฉันกับมาเชียเป็นเด็กนั้นไม่มีใครเคยได้ยินเกี่ยวกับโรค anorexia  ครั้งแรกที่ฉันได้พบกับคำนี้เมื่ออายุสิบสามในปี 1976  มันอยู่ในบทความนิตยสารเกี่ยวกับเด็กสาวที่ไม่ยอมทานอาหารเนื่องด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครเข้าใจ ฉันจำรูปภาพของเธอได้  ดูเศร้าสลัว เพรียวลม ยืนอยู่บนเครื่องชั่งน้ำหนักในห้องน้ำ สะบักไหล่ดูประดุจปีก ฉันพิศดูเธอและรู้สึกว่าทั่วร่างถูกขมวดแปรเป็นเกลียวเส้นใยแห่งความปรารถนา ฉันอยากได้สิ่งนั้น anorexia  แล้วฉันก็สมหวัง ไม่ใช่ในรูปแบบที่น่ากลัวขนาดถูกส่งเข้าโรงพยาบาลพร้อมท่อให้อาหาร—ไม่ใช่แบบนั้น แต่เมื่อฉันอายุสิบสี่ ฉันเริ่มสูญเสียน้ำหนักอย่างรวดเร็วรุนแรง ฉันนำเสนอตนให้พบกับลัทธิแห่งการมีสติในยามกิน และพบกับความสิ้นหวังกับความปิติที่เป็นผู้ปรนนิบัติของมัน ฉันเข้าไปร่วมตำแหน่งของเด็กและผู้ใหญ่เจ้าของสมุดโน้ตที่มีรอยด่างของตารางแคลอรี—แอปเปิ้ล 100, ขนมปังรูปวง 200, โยเกิร์ตแช่แข็ง 150—ตำแหน่งของเหล่าผู้คนที่กินมื้ออาหารอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความตึงเครียดที่จะกินให้น้อยกว่าทุก ๆ คน เหล่าคนที่เตรียมแผนกเสื้อผ้าของตัวเองให้เต็มไปด้วยเสื้อผ้า ‘สำหรับคนผอม’ ที่แผ่รังสีการประณามและความต้องการ เหล่าคนที่ยกเลิกการนัดพบหมอเพราะหวาดกลัวการถูกจับชั่งน้ำหนักในวันนั้น ตำแหน่งสำหรับเหล่าคนที่ “เธอดูผอมไปแล้วนะ” ถูกแปลเป็นคำชมอันเรืองรอง และสำหรับคนที่มีเสียงท้องร้องและหัวที่มึนโหวงก่อให้เกิดสัมผัสแห่งชัยชนะ พิธีกรรมเหล่านั้นและหลายต่อหลายสิ่งที่คล้าย ๆ กันขีดเส้นรอบวงความคิดและความประพฤติของฉันตลอดสิบแปดปีต่อมา

 

น่าขนลุกอยู่—ในแง่มุมของความเป็นเอกลักษณ์ที่พวกเราทึกทักเอาเอง—เมื่อค้นพบว่าบุคคลร่วมสมัยมีประสบการณ์สะท้อนใกล้เคียงกับประสบการณ์ของเราเพียงใด ฉันเคยได้ยินผู้หญิงวัยเดียวกันพูดว่า ‘ฉันอยากเป็นโรคอดอาหารจัง’ หรือแม้แต่ ‘ฉันฝึกล้วงคอตัวเองแล้วล่ะ’ เป็นฉากเบิกโรงสำหรับการต่อสู้อันล่อแหลมและยาวนานกับโรค bulimia  เพื่อน ๆ มากมายของฉันที่มหาลัย Pennsylvania ติดเหนี่ยวโรค eating disorders อันเป็นที่แพร่หลาย อย่างน้อยที่สุดพวกเราก็สำนึกและเฝ้าระวังอาหาร เราจะไม่เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า ที่โรงเรียน Wharton ที่ซึ่งฉันเคยไปติวหนังสือบ่อย ๆ  ฉันจะพบเศษกล่องบรรจุอาหารถูกทิ้งไว้บนพื้นห้องน้ำติด ๆ กับโถส้วม – กล่องโดนัท กล่องไอศครีม  เศษกรวดแห่งภาวะสิ้นหวังเช่นนี้ทำให้ฉันกลัวดุจถูกฝันร้ายตามหลอก มีความบิดเบี้ยววิปลาสอยู่ลึกลงไปในสิ่งที่ชวนคุ้นตา ในที่แบบนี้การกินมิได้เจาะทางไปสู่การเจริญเติบโตหรือแม้แต่ความพึงพอใจเลย มันถูกลดให้เป็นเพียงภาวะแทรกซ้อนสำหรับการล้วงคอชำระล้าง ในการทำตัวเองให้ว่างเปล่า

 

แม่ของฉันที่เรียนจบมาจาก Vassar ในปี 1959 นั้นมิอาจทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ “เราเคยสั่งเฟรนช์ฟรายกับแฮมเบอร์เกอร์มาเป็นจาน กินจนเกลี้ยงก่อนจะไปนอน” ท่านบอก “พวกเราทุกคนก็น้ำหนักเกินกันนิดหน่อยทั้งนั้นแหละตามมาตรฐานของคนยุคนี้ แต่แม่ก็ไม่เห็นจะจำได้เลยว่ามันสร้างปัญหาให้แม่”  มาริลิน มอนโรก็เป็นคนสวยที่ล่องลอยอยู่ในจิตใจของแม่และเพื่อน ๆ ของท่าน – ดูยั่วโลกีย์และอ่อนนิ่ม “นางแบบในนิตยสารแฟชั่นก็ผอม แต่ก็ไม่มีใครสนใจพวกเธอหรอก” แม่พูด “พวกไม่มีชื่อทั้งนั้นแหละ”

 

ทว่า มุมมองที่มีต่ออาหารเป็นสิ่งแตกต่างที่น้อยที่สุดระหว่างวัยเรียนของแม่กับของฉัน “มีคนจำนวนหนึ่งที่วางแผนจะประกอบอาชีพ” ท่านว่า “แต่คนที่เหลือก็อยากเรียนเอกอังกฤษหรืออะไรเทือกนั้น แล้วก็คิดจะแต่งงาน แม่นึกว่าแม่จะไม่ต้องหาเลี้ยงชีพตัวเอง แม่จะมีค่ากว่าอุปกรณ์เครื่องประดับ” คำสัญญานี้—แลกกับการได้เรียนหนังสือดี ๆ  แม่จะได้รับการดูแลไปชั่วชีวิต—เป็นหนึ่งในหลายคำสัญญาที่โลกไม่อาจตอบรับ  เมื่ออายุได้ยี่สิบหกปี ท่านก็หย่าพร้อมมีลูกสาวอายุสองปี ตอนนั้นคือปี 1965  เหล่าสตรีที่อายุอ่อนกว่าท่านเพียง 5-6 ปีกำลังเรียนอยู่ที่มหาลัยและถูกอิทธิพลสาดซัดมาจากหลายต่อหลายด้าน—เพื่อความเท่าเทียม เพื่อโอกาส—การเรียกร้องที่แม่ของฉันไม่เคยคิดจะทำ โลกที่ท่านและเพื่อน ๆ จาก Vassar ของท่านเตรียมจะอาศัยนั้นได้เลือนมลายผ่านไป

 

การกลัวน้ำหนักเกินที่เริ่มขึ้นเมื่อสมัยฉันอายุได้เก้าหรือสิบขวบนั้น—ในใจของฉันแล้ว—เกี่ยวเนื่องกับแม่เสมอมา ท่านเป็นผู้หญิงที่เจิดจรัส ผู้มีรสนิยมดีและมีตู้เสื้อผ้าอันเลิศเลอ ฉันดูคล้ายท่านจนเกือบจะเหมือนเรื่องอัศจรรย์ ทุกคนมองมาที่พวกเราสักสองรอบมาตลอดตั้งแต่ฉันจำความได้ บางทีอาจจะเพราะท่านและพ่อแยกทางหย่ากันมาตั้งแต่ฉันอายุได้สามขวบ สัมผัสของฉันและแม่ที่อยู่คู่กัน คนสองคนที่แยกจากกันไม่ได้จึงรู้สึกเก่าแก่และไม่อาจถูกทำลายลงได้ เมื่อฉันอายุห้าขวบ เราก็ใส่ชุดว่ายน้ำที่เข้าชุดกัน

 

ฉันมองพ่อเลี้ยงในอนาคตของฉันเป็นผู้บุกรุกในโลกเล็ก ๆ เรียบ ๆ ของพวกเรา “เขาแค่มาทานอะไรคำหนึ่งเท่านั้นล่ะจ้ะ” แม่ยืนยันกับฉัน ซึ่งฉันตอกกลับไปว่า “โอเคค่ะ หนึ่งคำ แล้วเขาก็กลับไปได้เลย” แต่สุดท้ายพวกเขาก็แต่งงานกันตอนฉันอายุได้สี่ปี พวกเราย้ายไปซานฟรานซิสโกสามปีต่อมา ซึ่งทำให้ฉันแยกทางไกลจากพ่อที่อยู่ในชิคาโก ท่านเองก็แต่งงานใหม่เช่นกัน แล้วเมื่อครอบครัวทั้งสองเริ่มมีลูกมากขึ้น ฉันก็เริ่มดิ้นรน (ไปพร้อม ๆ กับคนยุคเดียวกัน) ในฐานะลูกของสามีคนก่อน ผู้ซึ่งมีภัยทั้งในนิทานและชีวิตจริง ความอึดอัดของฉันทำให้ฉันยิ่งเกาะติดแม่ยิ่งขึ้น—ความเป็นหนึ่งเดียวของพวกเราทั้งคู่เป็นสิ่งเดียวในชีวิตของฉันที่ยังไม่ถูกกระทบกระเทือน

 

ฉันเป็นเพียงเด็กสาวทั่ว ๆ ไป ไม่ผอม ไม่อ้วน หัวสีทองขาวและติดของหวานอย่างยิ่งยวด ฉันจำได้ว่าแม่เอ่ยแนะตอนใดตอนหนึ่งให้ฉันแขม่วท้องตอนยืน ท่านบอกว่าไม่เพียงแต่เราจะดูดีขึ้น แต่จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อท้องแข็งแรงเพื่อที่ว่าอีกไม่นานหน้าท้องของฉันก็จะลดรูปลงไปในลักษณะนั้นเอง (ฉันยังรอผลนั่นอยู่เลย)  หนังสือแถลงการณ์ที่มาจากโลกของผู้ใหญ่นี้เป็นสิ่งที่ฉันถือเป็นจริงเป็นจัง ฉันคอยระวังแขม่วท้องตั้งแต่นั้นมา

 

“มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นในยุค ‘60s” แม่เอ่ยทบทวนความทรงจำ “แฟชั่นดูเด็กมาก ข้อต่อแข้งขาของพวกนางแบบเป็นปุ่มเชียว และพวกเธอก็สวมรองเท้าหนังลื่นแข็ง... จู่ ๆ สาว ๆ ก็อยากดูเหมือนเด็ก” ในเมื่อคนรักแฟชั่นหลายคนในยุค 1960s คือคนอย่างแม่ของฉัน จึงก่อเกิดโลกที่บัดนี้มีการเปลี่ยนแปลงอันโงนเงน – ความใฝ่ฝันถึงการกลับไปสู่วัยแรกแย้ม—ที่จะเริ่มใหม่—ดูเป็นเรื่องสมเหตุสมผลยิ่งนัก แม่เป็นคนทันสมัย ท่านตามนิตยสาร Vogue และ Harper’s Bazaar และท่านก็ตามการชักนำของพวกเขา—แล้วยังตามการพุ่งสูงขึ้นของนางแบบผอม ๆ ไร้ชื่อ ดูตั้งแต่ไม้แขวนเสื้อไปจนถึงดารา หากอำนาจของเพศหญิงในยุค 1950s ถูกวัดจากการเปิดเผยลักษณะทางเพศและความสามารถในการดึงดูดบุรุษ (ที่จะช่วยดูแลชีวิตของคุณ) ในยุค ‘60s อำนาจของผู้หญิงแปรเป็นของความสามารถในการควบคุมดูแลกามกิจ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการคุมกำเนิด แต่ก็ยังรวมถึงการสร้างความเป็นหญิงที่จะนำพวกเธอไปสู่เรือนครัว แล้วถ้าหากมันสายเกินไปที่จะเหวี่ยงชะตานั้นทิ้งไป—เฉกกรณีอย่างแม่ของฉัน—อย่างน้อย ๆ คุณก็ยังพอลดน้ำหนักได้

 

ด้วยความเห็นแก่ตัวในวัยเด็ก ฉันไม่อาจนึกภาพแม่ทำอะไรได้นอกจากคอยดูแลพวกเรา แล้วท่านก็ไม่เคยบอกใบ้ว่าอยากทำอะไรอื่น แต่ฉันคิดว่าฉันสัมผัสได้ถึงความหงุดหงิดของท่าน เมื่อฉันอายุได้สิบสองปี การแต่งงานของท่านกับพ่อเลี้ยงนั้นถูกขึงตึงบนรอยแยก ซึ่งในที่สุดก็นำมาสู่การพังทลายของมัน เขาหายไปทำธุรกิจบ่อยครั้ง ในขณะที่แม่ทำอาหารเย็นให้ฉันและน้องชายทุก ๆ คืน (“ไก่อีกแล้วเหรอคะ/ครับ” พวกเราพล่ามบ่นตลอดเวลา) และซักเสื้อผ้าเพียงพอที่จะเติมเต็มไม้แขวนเสื้อโล่ง ๆ  เมื่อไม่นานมานี้ฉันถามแม่ว่าท่านจะทำอะไรหากท่านไม่ได้แต่งงานเมื่ออายุยี่สิบสาม  ท่านกล่าวถึงภาษาต่าง ๆ  ศิลปะการทูตและยุโรป (ท่านได้กลับไปที่ทำงานของท่านในวัยสี่สิบกว่า ๆ  แล้วกลายเป็นผู้ติดต่อการค้าศิลปะผู้ประสบความสำเร็จ) ฉันไม่อาจโทษท่านได้ ในวัยเด็กฉันรู้สึกได้ถึงความรังเกียจที่มีต่อชีวิตของแม่ ฉันนึกภาพอนาคตของตัวเองแบบสันโดษ เป็นอิสระไม่พึ่งใคร ไร้ความเด็ก  ฉันวาดฝันที่จะมีพลังทางโลกที่ฉันเคยได้เห็นแค่จากพ่อเลี้ยงเพียงคนเดียว ผู้ซึ่งเป็นนายธนาคารด้านเงินทุน ฉันอยากจะเป็นคนตรงข้ามกับแม่ ในขณะเดียวกันความไม่พอใจในชีวิตของท่านก็ทำให้ฉันรู้สึกผิด—และหวาดกลัว ฉันเทิดทูนแม่ของฉัน ท่านเป็นสิ่งเดียวที่ฉันมี

 

สำนึกในอาหารที่เพิ่มทวีขึ้นฉวยยึดครองบ้านของเราในช่วงต้น 1970s ตอนที่แม่อ่าน Let’s Eat Right to Keep Fit ของอเดลล์ เดวิสและเนรเทศซีเรียล Quisp กับ Lucky Charms ออกไปจากตู้วางของตลอดกาล  Hostess Ho Hos กับ Ding Dongs พ่ายแพ้ต่อ Fruit Roll-Ups กับแท่งอาหาร Tiger’s Milk  ฉันกับน้องชายถูกป้อนน้ำมันตับปลาหนึ่งช้อนทุกเช้าก่อนเราไปโรงเรียน ฉันบ้วนมันลงบนพื้นโรงรถ ที่ที่มันผสมอย่างลงตัวกับรอยน้ำมัน (“ในนี้มีกลิ่นเหมือนปลาเลย” พ่อเลี้ยงของฉันรำพึงอย่างฉงน) และแล้วสำนึกรู้ในเรื่องสุขภาพก็ถูกตามมาด้วยสำนึกรู้เรื่องน้ำหนัก เครื่องชั่งน้ำหนักแบน ๆ สีเขียวในห้องนอนพ่อแม่มีพลังแห่งเทพเจ้า มันเปิดเผยว่าคุณทำตัวดีหรือไม่ดี พ่อเลี้ยงกลายเป็นนักวิ่งผู้กระตือรือร้น และเมื่อเพื่อนเก่าที่เคยเล่นแอโรบิกมาถึง (สมัยก่อนเจน ฟอนดา ที่บังเอิญเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นของแม่) แม่สวมกอดพวกเขาอย่างอบอุ่นเหลือแสน ทั้งแม่และพ่อเลี้ยงต่างก็ตื่นตากับภาพสะท้อนชั่วแวบของตนเมื่อสมัย 1960s  “ดูเหนียงนั่นสิ แล้วก็ท้องหยุ่น ๆ เนี่ย”—ประหนึ่งอาการตาบอดที่เคยมี และความเปราะบางอันแสนซื่อที่พวกเขาอุดเสียงเอาไว้โดยไม่รู้ตัวนั้นถูกเผาทำลายไปในที่สุด

 

ฉันเอา Fruit Roll-Ups กับแท่งบาร์ Tiger’s Milk ไปโรงเรียนแล้วแลกมันกับ Ho Hos กับ Twinkles  ซึ่งฉันเขมือบเข้าไปเหมือนเด็กลี้ภัย และแล้วฉันก็เริ่มกังวล ความรักที่มีต่ออา