Title: The Blade of Perfection - Chapter 14
Author: Daiong [ไดอง]
Beta-reader: Blue Cat
Pairings: XS, ??/S
Rating: PG
~
Chapter 14: Trust and Belief (ความไว้ใจกับความเชื่อใจ)
“บอส ผ่านมาตั้งห้าวันแล้วนะ ทางคฤหาสน์วองโกเล่ส่งข่าวอะไรมาเหรอ แล้วเมื่อไรสควอโล่จะได้กลับมาล่ะ เจ้าชายเซ็งจะแย่” เบลเฟกอลถามด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ พลางยืนโยกไปโยกมาเบื้องหน้าโต๊ะทำงานของบอสแห่งวาเรีย ทารกในอ้อมแขนเบลเฟกอลชะเง้อมองเครื่องเล่นซีดีบนโต๊ะ ส่วนลุสซูเรียได้แต่ยืนกระฟัดกระเฟียดปนกระสับกระส่าย จะมีก็แต่เลวี่กับชาร์ล็อตเท่านั้นที่ยังคงยืนนิ่งสงบในห้องบอสแห่งวาเรีย
คิ้ว ของเลวี่ผูกเข้าหากันแน่น แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนที่‘อดีต’ผู้บริหารหน่วยพิรุณยังคงตามรังควาน ชีวิตและเป็นปัญหาให้กับวาเรียอยู่เรื่อย ๆ เขาคิดว่าคนที่ปละปล่อยให้ตัวเองโดนศัตรูจับไปก็ควรค่าที่จะโดนตัดหางปล่อย วัดหรือปลิดชีพไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ส่วนชาร์ล็อตนั้นได้ แต่ยืนนิ่ง ดวงตาสีครามของเธอเพียงแค่สังเกตลักษณะท่าทางของสมาชิกวาเรียคนอื่น ๆ อย่างเงียบ ๆ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่เห็นความเป็นห่วงกังวลที่ยากจะพบในตัว แต่ละคน แม้จะเป็นไปคนละแบบก็ตาม เธอมองออกว่าเลวี่ไม่เพียงแต่ห่วงความดีความชอบของตัวเอง แต่เขาห่วงใยบอสแห่งวาเรียเพราะไม่ไว้ใจซายเซทว่าแฟมิลี่—ซึ่งหมายความว่า เขาไม่เชื่อในตัวฉลามคลั่งอีกด้วย ผิดกับสมาชิกวาเรียคนอื่น ๆ ที่ต่างตื่นเต้นและเป็นกังวลกับผู้บริหารวาเรียคนเก่าอย่างเห็นได้ชัด
และ ยิ่งกว่านั้น—สาวนักดาบชายตามองท่าทีเย็นชาของนายเหนือปัจจุบัน—เขาดู นิ่งยิ่งกว่าครั้งใด ไม่ใช่ความเฉยชาดังเคย แต่เป็นความนิ่งที่บ่งบอกการตั้งสมาธิสูง
“ก็สอบปากคำมันมา สามวันแล้ว ยังคงอยู่ในช่วงลังเลว่ามันจะกลับมาที่นี่ได้ไหม ยังไงก็ตาม ไอ้แก่ยังคงห้ามไม่ให้พวกเราเข้าไปพบ” แซนซัสกล่าวเสียงต่ำ นิ้วหยาบเลื่อนไปกดปุ่มเพลย์บนเครื่องเล่นซีดี “นี่คือซีดีบันทึกเสียงการสอบปากคำที่พวกมันส่งมา”
เสียงโซ่เหล็กกระทบกันดังขึ้น
‘เฮ้ย! นี่ต้องใส่กุญแจมือด้วยเหรอวะ ยังไงฉันก็จะนั่งดี ๆ อยู่แล้วล่ะโว้ย!’
“สควอโล่! สควอโล่จริง ๆ ด้วย! ชิชิชิชิชิ” เจ้าชายผมทองร้องอย่างสุขสันต์
‘สเพลบี สควอโล่ เธอถูกจับตัวไปที่ไหน’ นั่นคือเสียงของรุ่นที่เก้า
ฉลามร้ายถอนหายใจดังพรืดอย่างเหนื่อยหน่าย ‘ฟินแลนด์ ฉันเพิ่งรู้ตอนหนีออกมา’
‘เธอเพิ่งรู้ตอนหนีออกมา?’
‘เออ! ก่อนหน้านี้ฉันถูกขังเดี่ยวเอาไว้ ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันว่ะเลยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน’
‘งั้นหรือ’
ดวงตาสีชาดของแซนซัสเพ่งเขม็งที่เครื่องเทคโนโลยีตรงหน้า ระหว่างที่ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ
‘ถ้างั้น... สควอโล่ เธอหนีออกมาได้ยังไง’
‘วัน นั้นประตูมันเปิดออก แล้วฉันก็รีบวิ่งออกมา เห็นโถงทางเดินแล้วก็วิ่ง... ขึ้นบันได... จนไปเจอประตูทางออก’ ฉลามเพชฌฆาตอธิบาย เขาเอื้อนเอ่ยช้าขึ้นทุกขณะ ความลังเลเจืออยู่จนน่ากังวล
‘ประตูเปิดออก? ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ’
‘ประตูมันเปิดออกจริง ๆ นี่หว่า’
‘เธอคิดว่าซายเซทว่าแฟมิลี่จะปล่อยให้มีความผิดพลาดทางระบบ ไม่มียามเฝ้า และให้เธอวิ่งออกมาง่าย ๆ ขนาดนั้นเชียวหรือ’
‘หมอ นั่นน่าจะอยู่คนเดียว ฉันจำได้ว่าเคยอ่านในเอกสารซายเซทว่าที่มาม่อนเรียบเรียงมา ไอ้คามิลน่าจะเป็นประเภทชอบอยู่คนเดียวอยู่แล้วนี่’
‘ก็ถูก ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงจะซ่อนตัวได้ดีกว่าด้วย ว่าแต่เรื่องความผิดพลาดทางระบบของซายเซทว่าล่ะ เธอคิดว่ายังไง’
‘ผิดพลาด?’
ดวงตาคู่คมของบอสแห่งวาเรียหรี่ลงเล็กน้อย
สควอโล่พูดเน้นคำนั้นขึ้นด้วยน้ำเสียงราวกับจะแปลกใจ
ฉลามร้ายกล่าวต่อ ‘โอกาสเป็นไปได้ต่ำ’
‘ถ้าอย่างนั้นเธอคิดว่าซายเซทว่ารุ่นที่สี่จงใจปล่อยเธอออกมารึเปล่า
มีจุดประสงค์แอบแฝงอะไรไหม’
เงียบไปชั่วครู่
‘อันที่จริงแล้วฉันนึกไม่ออกว่าทำไมหมอนั่นจะต้องการตัวฉันแต่แรก’
‘สควอโล่... เธอพูดอะไรสรรคำสักนิด ‘นึกไม่ออก’ หรือ ‘ไม่รู้’?’
‘ตอนนี้ฉันไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมหมอนั่นจะต้องการฉันแต่แรก เข้าใจไหมวะ!’
“ไอ้สวะโดนสงสัยว่าถูกเบี่ยงเบนความทรงจำซะแล้ว” แซนซัสเปรยห้วน ๆ
“ตายจริง!” ลุสซูเรียอุทาน หน้าซีดขึ้นมาถนัดตา “เรื่องพรรค์นั้นเป็นไปได้จริง ๆ เหรอคะบอส!”
รุ่น ที่เก้าถามต่อไป ‘แต่เธอยังไม่ได้ตอบคำถามก่อนหน้า มันเป็นเรื่องจงใจรึเปล่าที่เธอถูกปล่อยออกมา หรือถูกปล่อยมาเพื่ออะไรรึเปล่า’
‘ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงปล่อยฉันออกมาว่ะ’
แซนซัสกดหยุดซีดีอยู่แค่นั้น ตามมาด้วยเสียงค้านอันร้อนรนของผู้บริหารหน่วยวายุกับหน่วยอรุณสลับกัน
“เจ้าชายว่าให้สควอโล่กลับมาที่นี่ดีกว่า”
“สควอจังหวงศักดิ์ศรีจะตายนะคะบอส อยู่ที่นั่นโดนคุมตัวคงเหมือนโดนหยามตายเลย”
“ไอ้พวกเบื้องบนอาจจะกลั่นแกล้งสควอโล่อยู่ก็ได้นะบอส ให้สควอโล่กลับมาให้เจ้าชายแกล้งคนเดียวก็พอแล้ว”
“เจ๊ว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็เดี๋ยวสควอจังจะอกแตกตายพอ—”
“หุบ ปาก!” แซนซัสตัดบท “ฉันให้พวกแกฟังไม่ใช่เพราะอยากจะให้คัดค้านหรือออกความเห็นว่าไอ้ฉลามสวะ นั่นควรจะได้รับการปฏิบัติยังไง แต่ให้ฟังให้ดี! เท่าที่ฟังถึงตรงนี้ ตัวไอ้ฉลามสวะเองก็คิดว่าไอ้สวะซายเซทว่าจงใจปล่อยมันออกมา เพียงแต่มันไม่เข้าใจว่าทำไม—อย่างน้อยมันก็บอกอย่างนั้น”
“เอ๋ สควอจังบอกเหรอคะ” ลุสซูเรียทวนเสียงสูง
มาม่อนถอนหายใจ “ก็ตอนที่รุ่นที่เก้าถามไงว่ามันเป็นเรื่องจงใจรึเปล่าที่สควอโล่ถูกปล่อยออกมา—”
“แล้ว เขาตอบว่าเขาไม่เข้าใจว่าทำไมบอสของซายเซทว่าถึงปล่อยเขาออกมา ซึ่งก็เป็นการยอมรับไปในตัวว่าซายเซทว่ารุ่นที่สี่น่าจะปล่อยเขาออกมา” พลันชาร์ล็อตก็เอ่ยขึ้น ทำให้หลาย ๆ คนนึกขึ้นได้ว่าเธอเป็นอีกหนึ่งคนที่อยู่ในห้อง “ดูเหมือนเขาจะไม่คิดว่าความผิดพลาดของระบบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้”
“และนี่คือซีดีของวันที่สาม” แซนซัสสับเปลี่ยนซีดีก่อนจะกดปุ่มเพลย์อีกครั้ง
‘ง่วงโว้ยยย!’
เบลเฟกอลขยับตัวเล็กน้อย ตระหนักทันทีว่าคำบ่นเช่นนี้เกิดจากการทรมานที่บั่นทอนสมองมากที่สุดชนิดหนึ่ง
‘สเพลบี สควอโล่ เธอหนีออกมาได้ยังไง’ รุ่นที่เก้าเอ่ยถาม
‘ว้อยยย! ก็บอกแล้วไงว่าจู่ ๆ วันนั้นฉันก็เปิดประตูได้!’ สควอโล่แผดเสียง ก่อนจะหอบอย่างเหนื่อยอ่อน แล้วจึงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ‘มันเปิดออกทั้ง ๆ ที่... มันไม่เคยเปิดออก พอฉันวิ่ง... ไปจนสุดทางเดินก็มีบันได หลังจากนั้น... ก็มีประตูทางออก ถามซ้ำซากอยู่นั่นแหละ ทีนี้ให้กลับไปนอนได้รึยังวะ!’
‘เธอบอกว่าเธอถูกขังเดี่ยวเอาไว้ ตลอดเวลาสิบสามเดือนที่หายตัวไปนี่ ถูกขังเดี่ยวไว้ตลอดเลยหรือ’
‘แซนซัสรู้รึยังวะว่าฉันกลับมา...’
‘ตอบคำถามก่อน สควอโล่’
‘ก็บอกไปเท่าที่ทำได้แล้วนี่หว่า! บอกว่าโดนขังก็โดนขังสิวะ’
‘ซายเซทว่ารุ่นที่สี่ปล่อยเธอออกมาทำไม สควอโล่ จุดประสงค์ของเขาคืออะไร’
‘ไม่รู้โว้ย! ง่วงฉิบหายแล้วยังถามซ้ำ ๆ อยู่ได้ ว่าแต่แซนซัส... จะให้โอกาสฉันกลับไปที่วาเรีย... รึเปล่าวะ’
“บอส คะ...” ลุสซูเรียเรียกเสียงอ่อน ในวันแรกที่ถูกสอบปากคำเพชฌฆาตพิรุณก็ยอมแต่โดยดีและแทบไม่ปริปากบ่นแท้ ๆ มาถึงตอนนี้ที่เหนื่อยแทบเจียนตายก็ยังไม่พ้นทวงถามถึงบอสแห่งวาเรีย เช่นนั้นแล้วฟากฟ้ารัตติกาลยังมีสิ่งใดข้องใจอยู่อีกหรือ
อย่างไรก็ตาม บัดนี้ใบหน้าประดับแผลเป็นช่างนิ่งสนิทเสียจนไม่อาจอ่านความคิดคำนึงได้เลยแม้เพียงนิด
‘สควอโล่’ เสียงของรุ่นที่เก้าอ่อนลง ‘ตอนที่ถูกขังเดี่ยว เธอรู้สึกยังไงบ้าง’
‘ถามแปลกนี่หว่า ก็รู้สึกเหมือน... ตายไปแล้ว... น่ะสิวะ’
‘ถ้า อย่างนั้นเธอคงเข้าใจว่าตามธรรมชาติของคนที่ถูกขังเดี่ยว ประสาทสัมผัสต่าง ๆ จะช้าลงมาก แต่สำหรับคนที่ออกมาวิ่งประมือกับชูรอช อนาโทลีได้อย่างคล่องแคล่วเมื่อสามคืนก่อนหน้านี้ ก็ทำให้เชื่อยากอยู่ว่าเธอถูกขังเดี่ยวจริง และถ้าเธอถูกขังเดี่ยวเอาไว้จริงอย่างที่พูดมา ก็คงจะผ่านการฝึกฟื้นประสาทสัมผัสและกำลังมาพอสมควร ทีนี้คงจะไม่แปลกถ้าฉันจะถามว่าซายเซทว่ารุ่นที่สี่บอกอะไรกับเธอบ้าง’
‘ว้อย! มันไม่ได้บอกอะไรกับฉันทั้งนั้นแหละ ฉันจำได้แค่ว่าพอพ้นประตูนั้นมา... ก็กลับมารู้สึกเหมือน... มีชีวิตอีกครั้ง โธ่เว้ย! ให้กลับไปนอนได้รึยังวะ!’
‘อีกอย่างดูเหมือนเธอจะตระหนักดี ว่า ยากนักที่ซายเซทว่าแฟมิลี่จะทำอะไรผิดพลาด ทำให้ทางเราคิดว่าเธออาจจะได้รับอิทธิพลแนวคิดของแก๊งค์ซายเซทว่ามาก็เป็น ได้ อีกเรื่องหนึ่งที่ออกจะเล็กน้อยแต่ฉันก็แปลกใจ เธอก็รู้ว่า ‘คามิล’ เป็นชื่อปลอม ทำไมถึงไม่เรียกเขาว่าซายเซทว่าล่ะ หรือนอวิคอฟก็ได้นี่’
‘ชื่อนั้นมันขัดลิ้น... ก็แค่นั้น’
ปึง! เสียงของแข็งกระทบโต๊ะดังขึ้นอย่างแรงเสียจนลุสซูเรียที่กำลังเพ่งเครื่องเล่นซีดีผวาออกมาเล็กน้อย
‘อือ...’
รุ่น ที่เก้าถามต่อไปด้วยน้ำเสียงอ่อน ๆ ‘ขอโทษที แต่เธอยังหลับไม่ได้ ตอบคำถามมาก่อน เธอบอกว่าเธอเปิดประตูที่ขังเธอเอาไว้ในห้องนั่นได้ แล้วประตูทางออกตรงสุดทางเดินนั่นล่ะ เธอเปิดมันออกได้ยังไง’
‘ฉันก็แค่... เปิดมันออกได้’
‘ยังไงหรือ’
‘ตกลงแซนซัส...’
“ไอ้สวะเวรนี่” นายเหนือแห่งวาเรียหลุดสบถเสียงต่ำ หัวคิ้วขมวดมุ่นอย่างขุ่นเคืองเป็นที่สุด
‘จะไม่มารับฉันกลับไปสินะ...’
แซนซัสเลื่อนมือไปกดปุ่มหยุดซีดีเพียงแค่นั้น “ออกไป”
“หา บอสคะ! ตกลงจะให้ฟังแค่นั้นโดยไม่ต้องทำอะไรหรือคะ”
“บอส เจ้าชายรู้ว่าสควอโล่ไม่ได้พูดโกหกนะ!”
“ฉันบอกให้ออกไป!” บุรุษผมดำตวาดกึกก้องเสียจนแก้วหูลั่น ดั่งพายุพัดให้ทุกคนรีบกุลีกุจอไปที่ประตูทางออกทันที แต่ก่อนที่เบลเฟกอลจะก้าวพ้นธรณีประตู แซนซัสก็เอ่ยยั้งไว้เสียก่อน “มาม่อน!”
“ว่าไงบอส” อัลโกบาเลโน่ในวงแขนเจ้าชายนักฆ่าขยับหันมา
“สั่งเตรียมรถไปคฤหาสน์วองโกเล่ให้ที”
เด็กชายผมทองฉีกยิ้มยิงฟันกว้าง “ชิชิชิชิชิ บอสจะพาสควอโล่กับมาใช่ม้า”
นัยน์ตาสีโกเมนตวัดใส่เจ้าชายกวนส้นเท้าอย่างนึกรำคาญ ก่อนจะหันเหสายตามาที่มาม่อน และออกปากย้ำอีกครา “เดี๋ยวนี้”
“รับทราบบอส” มาม่อนพยักหน้ารับ ก่อนจะกระโดดออกจากอ้อมกอดผู้บริหารวายุและรี่หายไปทันที
~
ลำนำท้องถิ่นอันเก่าแก่ถูกลืมเลือนในมหานคร
ลำนำ หนึ่งอาจเปรียบเสมือนเรื่องราวของคน และนามแห่งมหานครมิอาจถูกเปรียบเปรยเป็นอื่น นอกจาก‘โลกา’ และนี่... คือสถานที่แห่งการดิ้นรน
“A little boy is free;
Free to feel whatever he feels.
A little boy is free;
Free to go wherever he goes.
(เด็กน้อยคนหนึ่งเป็นอิสระ
เป็นอิสระที่จะรู้สึกอะไรก็ตามที่เขารู้สึก
เด็กน้อยคนหนึ่งเป็นอิสระ
เป็นอิสระที่จะไปที่ใดก็ตามที่เขาไป)”
ณ อพาตเมนต์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งในกรุงโรม ชูรอชยืนร้องเพลงพื้นบ้านเบา ๆ ระหว่างที่กำลังจัดแจงกาต้มน้ำ ดวงตากวาดสำรวจความเรียบร้อยภายในห้อง หมอนใบเล็ก ๆ จัดวางบนโซฟาอย่างเหมาะสม ปราศจากกระเป๋าหรือเสื้อผ้าวางเรี่ยราด ผ้าเช็ดปากพับเป็นรูปสามเหลี่ยมเคียงคู่กับชุดถ้วยชาบนโต๊ะเตี้ย ผ้าม่านสีทึบปิดมิดชิดไม่ให้บุคคลภายนอกสอดรู้ได้ นับว่าห้องแลดูสมบูรณ์แบบเพียงพอ
“A little boy is free;
Free to love whoever he…
(เด็กน้อยคนหนึ่งเป็นอิสระ
เป็นอิสระที่จะรักใครก็ตามที่เขา...)”
หนุ่ม หน้าอ่อนพลันหยุดปากเมื่อแว่วเสียงเคาะประตู เขาใส่ใบชาลงไปในกาน้ำโดยไม่ขยับขาไปที่ใด ถ้าหากคนที่อยู่เบื้องหน้าประตูมิใช่ท่านผู้นั้น ชูรอชก็ไม่ปรารถนาจะพบ และหากเป็นคนที่เขารอคอย ก็ย่อมมีกุญแจที่เขาได้ลอกแบบไปให้แล้ว
กิน เวลาไม่นานนัก เสียงไขกุญแจก็ดังขึ้นให้ชื่นใจ ชูรอชขยับยิ้มกว้างขณะดึงปกเสื้อสูทสีเขียวฟ้าให้เข้าที่ มันเป็นชุดที่เรียบที่สุดแล้วในกระเป๋าเดินทางของเขา ที่เลือกใส่มันในวันนี้เพราะนายเหนือเคยบอกปัด ๆ ว่าการใส่เสื้อผ้าหรูหราฟู่ฟ่าของเขามักจะชวนให้เวียนหัวเพราะมีรายละเอียด มากเกินความจำเป็น เด็กหนุ่มก้าวยาว ๆ ออกไปต้อนรับ ดวงตาสีเหล็กมองกายโปร่งสูงคุ้นตาที่ก้าวเข้ามาเงียบ ๆ แม้จะสวมหมวกใบใหญ่กับแว่นตาสีทึบเขาก็ยังคงจำรูปหน้าของนภาสีเลือดได้ คามิลแต่งไปรเวทเรียบ ๆ กอปรด้วยเชิร์ตขาวกับกางเกงดำตามแบบฉบับนิสัยเจ้าตัว
“ท่าน คามิลลล” หนุ่มผมสีน้ำตาลร้องด้วยเสียงที่ดีใจอย่างปิดไม่มิด “ไม่ได้เจอท่านตั้งหลายเดือน ตั้งแต่ท่านหายตัวไปทำธุระเรื่องฉลามคลั่งคนนั้น คิดถึงนะครับเนี่ย”
บอส แห่งซายเซทว่าทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา “ผมดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว ตอนที่คุณใช้สคูเชเนียนั่น... สควอโล่ใช้วิธีทิ้งตัวไปตามแรงโจมตีในตำแหน่งที่เสียหายน้อยที่สุด นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าประทับใจดี” เขาเอนกายสบาย ๆ ลงกับเบาะนุ่ม และเอ่ยขอบคุณเบา ๆ เมื่อชูรอชจัดแจงรินชาให้ ก่อนจะว่าต่อ “ติดใจก็แค่ตรงที่คุณดูเหมือนตั้งใจจะฆ่าเขาจริง ๆ”
ชู รอชคลี่ยิ้มและนั่งลงตรงข้ามอีกฝ่าย “ผมคิดว่าเขาไม่ควรที่จะมีชีวิตอยู่ถ้าไม่เก่งพอ แต่เขาก็ดันไวพอที่จะหันดาบมาจ่อคอผมซะได้ สมกับเป็นคนที่ท่านถูกใจ ที่ทำนี่ไม่ใช่เพราะคลางใจกับการสรรคนของท่านหรอกนะ ผมเห็นฉลามคลั่งเป็นรุ่นพี่ในวงการมาเฟียที่อ้อนแอ้นขนาดนั้น ก็เลยอยากวัดกำลังดูเป็นธรรมดา ประมือกันขำ ๆ น่ะครับ แต่... เขาดันไม่ขำด้วยนี่สิ” เด็กหนุ่มยักคิ้วเป็นเชิงรู้ทัน “ท่านไม่เคยบอกเขาว่ามีลูกน้องที่ใช้สคูเชเนียได้”
“ถูก ต้อง ผมไม่เคย” คามิลไหวไหล่น้อย ๆ อย่างไม่ยี่หระ นัยน์ตาสีเขียวเทามองกลับไปอย่างไร้ความรู้สึก “คุณรู้สึกยังไงเกี่ยวกับเขาบ้างล่ะ”
รอยยิ้มบนวงหน้าใสเริ่มฉายแววมีเลศนัย “ผมว่าเขาสวย น่าจะเอามาลองกอดสักคืน—หรือสองคืน”
คา มิลเพียงแค่ยกชาขึ้นจิบโดยไม่กล่าวอะไร ชาชินกับลูกน้องตรงหน้าที่มักเต๊ะท่าและพูดจาไม่สมอายุ ซึ่งก็ดูขัดกับใบหน้ามนใสที่หลอกใครต่อใครมาแล้วนักต่อนัก และอาจจะนับเป็นโชคดีที่ชูรอชสวามิภักดิ์ต่อคามิลนานพอที่จะได้รับความไว้ เนื้อเชื่อใจได้ในระดับหนึ่ง มิเช่นนั้นแม้แต่ถ้วยชาที่ได้รับนี้เขาก็คงจะไม่คิดจะดื่ม หนุ่มผมแดงระบายลมหายใจยาว ๆ “ชูรอช อย่าเบี่ยงประเด็น”
ชู รอชหลุดหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะเหมือนการถอนหายใจพรืดใหญ่ แล้วจึงกล่าวอย่างรื่นเริง “ท่านถามทั้งที่ท่านรู้ ผมก็ต้องรู้สึกอิจฉาเขาอยู่แล้วสิ ก็ท่านแต่งตั้งเขาเป็นที่ปรึกษานี่นา ทั้งที่ท่านก็รู้ว่าผมอยากจะได้รับตำแหน่งที่ใกล้ท่านที่สุด แต่การที่ท่านส่งจดหมายมาให้ผมประกาศกับลูกน้องคนอื่น ๆ ว่าฉลามคลั่งหนีออกมานี่ช่างคิดนะครับ ตอนนั้นหลายคนที่คลางแคลงกับการตัดสินใจของท่านโผล่หัวออกมาตั้งหลายคน บางคนมาบอกผมเองกับปากเสียด้วยซ้ำว่า ‘ท่านซายเซทว่าน่าจะตัดสินใจเลือกท่านชูรอชเป็นมือขวาเสียมากกว่า’ และแน่นอนว่าสิ่งที่ผมทำได้ก็คือ‘ลบตัวตน’ของพวกเขาซะ” เขาพูดช้าลงเล็กน้อย “เพราะผมยึดหลักที่ว่าท่านคามิลไม่มีวันผิดพลาด”
บรรยากาศนิ่งสนิทขึ้นทันที
ชูรอชโพล่งขึ้นอีกครั้ง “อ้อ แต่ที่บอกว่าอยากกอดฉลามคลั่งเป็นความจริงนะครับ ท่านคงไม่ห้าม?”
“คุณ กำลังอารมณ์ไม่ดี” คามิลพูดเรื่อย ๆ ความหน่ายเจืออยู่ในน้ำเสียง เขาดึงซองจดหมายฉบับหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ “สาสน์ต่อไปสำหรับคุณ”
ผู้ ถือสาสน์ที่ห้าพยักหน้าน้อย ๆ คว้าจดหมายนั้นมาเปิดออก นัยน์ตาไล่เรื่อยไปตามตัวอักษรพิมพ์ดีด พลางโคลงศีรษะและร้องเพลงเบา ๆ ไปด้วย “A little boy is free. (เด็กน้อยคนหนึ่งเป็นอิสระ)” เมื่ออ่านเสร็จนัยน์ตาสีเทาก็เหลือบขึ้นมองนายเหนือ “Dangerously free. (เป็นอิสระอย่างอันตราย)”
“Dangerously free indeed. (เป็นอิสระอย่างอันตรายยิ่งนัก)” คามิลกล่าวเสียงเรียบ “นับว่าเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของคุณเลยนะ เป็นอิสระที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีอะไรให้เสีย”
“ผมไม่มี อะไรให้เสียนอกจากการมีท่านเป็นนาย ฉะนั้นตลอดมาน่าจะเป็นท่านมากกว่า ที่ไม่มีอะไรให้เสีย” รอยยิ้มไร้ปิติยังคงเหลือให้เห็นที่มุมปากผู้อ่อนวัยกว่า “ยังไงก็เถอะ มันเป็นคุณสมบัติที่ดีของสมาชิกเบื้องบนของซายเซทว่าแฟมิลี่นี่ครับ ถ้าถึงตอนที่ฉลามคลั่งไม่มีอะไรให้เสียแล้ว ก็เพอร์เฟ็คเลยสินะครับ”
“ไม่หรอก” นภาสีโลหิตว่า “เขาสมบูรณ์แบบในตัวของเขาเองอยู่แล้ว”
~
‘จะ มาที่นี่?’ อิเอมิสึที่ปลายสายโทรศัพท์ร้อง ‘แซนซัส! ในตอนนี้เธอยังถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าพบสควอโล่นะ ไม่ใช่ว่าฉันต่อต้านเป็นการส่วนตัวหรอก แต่นั่นน่ะเป็นถึงคำสั่งของท่านรุ่นที่เก้า—’
“แล้วคิด จริง ๆ หรือว่าสวะอย่างพวกแกจะประหารฉันได้จริง ๆ” แซนซัสสวนกลับระหว่างที่นั่งอยู่ในรถที่มุ่งสู่คฤหาสน์วองโกเล่ เขาพูดไปตามปากโดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าใครจะลอบฟังเพราะในรถมีกำแพงกั้น ชั้นดีระหว่างเขากับที่นั่งคนขับ
‘แซนซัส นี่ฉันไม่ได้พูดเพื่อเธอเท่านั้น แต่เพื่อท่านรุ่นที่เก้าด้วย’ ผู้ดูแลนอกแก๊งค์ลดเสียงลง กระนั้นโทนเสียงก็ยังแฝงด้วยความร้อนรนเต็มเปี่ยม ‘เบื้องบนบางคนไม่ได้เห็นดีเห็นงามนักหรอกนะที่เธอยังมีชีวิตอยู่ และนี่มันเป็นเรื่องที่มีซายเซทว่าเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเธอเข้ามาพบสควอโล่ตอนนี้อาจจะโดนยัดเยียดข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับบอสของซา ยเซทว่าก็ได้! ยิ่งกว่านั้นถ้าเธอมาที่นี่ก็ถือเป็นการขัดคำสั่งของรุ่นที่เก้า และอย่าหวังเลยว่าหัวจะอยู่กับบ่าได้ตลอดน่ะ’
“ฉันก็ถึงได้บอกแกไงล่ะว่าให้ต่อสายไอ้แก่มาเดี๋ยวนี้” นภาแห่งวาเรียพูดเสียงเฉียบ
อิเอมิสึถอนหายใจยาว ๆ ‘ก็ได้’
แซนซัสถือสายรอไม่นานนัก เสียงพ่อบุญธรรมก็ปรากฏที่ปลายสาย
‘ค่ำแล้วนะแซนซัส ใกล้เวลาพ่อต้องไปสอบปากคำสควอโล่อีกวันหนึ่งแล้ว ว่าแต่มีอะไรหรือ’
“ฉัน ตั้งใจว่าจะไปที่นั่นตอนนี้เลย ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องฉลาดนักหรอกนะที่แกให้มันอดนอนนาน ๆ บางทีแกอาจจะแก่แล้ว ลางสังหรณ์ก็เลยเสื่อมลงไป”
‘อันที่ จริงพ่อสังหรณ์อยู่เหมือนกันว่าเจ้าจะมา ฟังซีดีของสามวันแรกแล้วสินะ เจ้าคิดว่ายังไงบ้างล่ะ พ่อคิดว่าเขาไม่ได้โกหก แต่ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด’
“ฟังแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แหละ ทำอะไรร่ำไรฉิบหาย” ชายผมดำยุ่งพูดปัด ๆ “ฉันคิดว่าไอ้ฉลามสวะนั่นไม่ได้โกหก แต่มันไม่ได้รู้ทั้งหมด แกสำคัญตัวไอ้สวะนอวิคอฟ ซายเซทว่ามากไปหน่อยนะ มันไม่สำคัญพอที่จะทำให้ไอ้ฉลามสวะช่วยปกปิดอะไรหรอก”
‘น่า สนใจ ถ้างั้นเจ้าหมายความว่ายังไงล่ะกับเรื่องที่เขาไม่ได้รู้ทั้งหมด อาการของสควอโล่ไม่น่าจะเหมือนกับถูกบิดเบือนความทรงจำนะ เพราะคนประเภทนั้นมักจะคิดว่าตัวเอง ‘นึกไม่ออก’ รู้สึกเหมือนหัวตัน ๆ หรือขาดอะไรไป ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาควรจะรู้สึกหวาดระแวงหรือระแคะระคายมากกว่าที่เห็น’
“ปัญหา ก็คือแกรู้จักไอ้ฉลามสวะไม่ดีพอ ถ้ามันคิดจะปกปิดอะไรสักอย่าง มันจะบอกแกว่า ‘บอกไม่ได้’ แทนที่จะบอกว่า ‘ไม่รู้’ หรือ ‘ไม่เข้าใจ’ ถึงจะเล็กน้อยแต่ไอ้ฉลามหัวเน่านั่นโกหกไม่เป็นหรอก”
‘แต่ถ้าเขาไม่ใช่สเพลบี สควอโล่คนเก่าล่ะ เจ้าจะเชื่อใจได้ยังไง’
“เดี๋ยว ฉันไปถึงก็ดูออกเองนั่นแหละว่ามันใช่ฉลามสวะตัวเก่าไหม” แซนซัสตอบ “ข้อสันนิษฐานของฉันก็คือ ไอ้ฉลามสวะนั่นไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ตอนที่มันหนีออกมา มันรู้ว่ามันเปิดประตู วิ่งตามโถงทางเดิน วิ่งขึ้นบันได และเปิดประตูออกมา แต่มันไม่รู้ว่าเปิดประตูนั้นออกมาได้ยังไง นั่นไม่ใช่การบิดเบือนความทรงจำ และแน่นอนว่าไม่ใช่ว่ามันจงใจปกปิดเพื่อปกป้องไอ้สวะซายเซทว่า น่าจะเป็นการถูกปิดล็อกความทรงจำมากกว่า
รุ่นที่เก้านิ่งไปชั่ว นาที ‘ย่อมได้
พ่อจะประกาศอนุญาตให้เจ้าเข้าคฤหาสน์ แต่บอกไว้ก่อนนะแซนซัส
เจ้าอาจจะมั่นใจเกินไป หรือประเมินนอวิคอฟ ซายเซทว่าต่ำไปก็ได้
บางทีซายเซทว่าอาจจะมีกลอะไรสักอย่าง บังคับให้เขาไม่ยอมบอกอะไรก็เป็นได้’
“ฉันคิดว่าไอ้สวะซา ยเซทว่าก็มีกลพรรค์นั้นอยู่เหมือนกัน แต่เท่าที่ฟังจากซีดีที่แกส่งมา กรณีที่ว่ายังไม่ปรากฏให้เห็น ฉะนั้นควรจะส่งตัวมันมาให้อยู่ในสายตาและการควบคุมที่วาเรียซะก่อน”
‘จะว่าไปแล้ว... พ่อมีเรื่องอยากจะพูดเรื่องผู้บริหารพิรุณ ชาร์ล็อตเป็นถึงบุตรสาวบุญธรรมของผู้พิทักษ์—’
“ตอน นี้ไอ้สวะชาร์ลมันได้เข้าวาเรียมาแล้วก็แปลว่าประวัติที่มาไม่สำคัญ ถือว่าเท่าเทียมกัน ถ้าไอ้ฉลามสวะคิดจะประลองกับมัน มันก็ต้องทำ เว้นแต่มันจะยอมลดศักดิ์ศรีถอนตัวกลับไปทำงานที่คฤหาสน์วองโกเล่เอง เอาเป็นว่าเรื่องนั้นเอาไว้คุยที่หลัง”
‘ที่พ่อจะพูดไม่ใช่เรื่อง—’
แซ นซัสวางสายไปโดยไม่ฟังคำพร่ำ เขาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างรถ เบื้องหลังรั้วเหล็กคือแปลงสวนคฤหาสน์วองโกเล่อันคุ้นตา รถคันงามที่นั่งมาค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง ในขณะที่กำลังคำนึงถึงถ้อยคำถามเมื่อครู่
‘แต่ถ้าเขาไม่ใช่สเพลบี สควอโล่คนเก่าล่ะ เจ้าจะเชื่อใจได้ยังไง’
ไอ้ฉลามสวะนั่นจะไม่ใช่คนเก่าได้ยังไง
บุคคลที่ไม่ถูกเชื่อใจ แท้จริงแล้วคือ...
‘ตกลงแซนซัส...’
จนป่านนี้แล้ว
‘จะไม่มารับฉันกลับไปสินะ...’
ไอ้สวะมันก็คิดได้แค่นั้น
~
ปึง!
ชาย ชราผู้คุมตัวฉลามคลั่งอยู่ฟาดลำปืนลงกับโต๊ะดังลั่น นักดาบร่างโปร่งสะดุ้งสุดกาย เปลือกตาบางเปิดลืมขึ้นอีกครั้งอย่างระโหยแรง เส้นเลือดแดงเริ่มปรากฏให้เห็นในดวงตาคู่งามเนื่องจากอาการอดนอน สควอโล่นั่งโก่งตัวอยู่บนเก้าอี้เล็ก ๆ พลางจับยึดที่ท้าวแขนไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองทรุดครืนลงไปนอนเสียก่อน ข้อมือถูกพันธนาการด้วยกุญแจมืออย่างแน่นหนาจนยากจะเชื่อว่าครั้งหนึ่งบุรุษ ผู้นี้เคยเป็นมือสังหารหลักแห่งวองโกเล่
“อย่าเพิ่งหลับ!” ผู้คุมตะคอก เขาขยับปืนในมือด้วยท่าทีขึงขัง รอยบุ๋มที่ไม่เคยจางหายไปจากหว่างคิ้วแสดงถึงนิสัยเข้มงวดอันแข็งกร้าวของ เจ้าตัว
สควอโล่เหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างช้า ๆ เขารู้จักผู้อาวุโสคนนี้ – เอมิลิโอ บรูโน่ ผู้พิทักษ์วายุประจำวองโกเล่รุ่นที่เก้า เขาได้รับมอบหมายให้คอยฟาดปืนข้าง ๆ หูนักดาบหนุ่มทุกครั้งที่เผลอหลับ สควอโล่นึกอยากแผดเสียงเถียงเหมือนที่ยังทำได้เมื่อสามวันก่อน แต่ตอนนี้ความง่วงงุนได้ทิ่มแทงไปทั่วร่างเสียจนด้านชา ทรมานกระทั่งหัวคิดอะไรไม่ออกนอกจากความรู้สึกอยากหลับสักงีบ อันที่จริงก็ยังเหลือแรงพอที่จะเปล่งเสียงวิงวอนไม่รู้จบ แต่เขาเป็นนักดาบผู้หยิ่งในศักดิ์ศรีโดยสันดาน จึงไม่มีวาจาใดหลุดจากกลีบปากแห้งผากแม้เพียงนิด
“เอมิลิโอ พอเถอะ เดี๋ยวฉันอยากจะคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวหน่อย ช่วยออกไปสักพักทีนะ”
เสียง รุ่นที่เก้าดังขึ้น และฟังดูเหมือนแว่วจากที่ไกล ๆ สำหรับสควอโล่ เมื่อชายผมเงินเริ่มกวาดตามองหาด้วยประสาทสัมผัสที่เสื่อมลง นภาแห่งวองโกเล่กลับอยู่ใกล้เพียงรัศมีวงแขน ส่วนเอมิลิโอนั้นเดินหายไปก่อนที่เขาจะรู้ตัวเสียอีก
“ถึง เวลาสอบปากคำ... อีกรอบ... แล้วเหรอวะเนี่ย” หนุ่มผมยาวถามลอย ๆ ด้วยเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน กระนั้นทุกน้ำคำก็ยังแฝงความเย่อหยิ่งอยู่มิคลาย
รุ่นที่ เก้ายิ้มอย่างอ่อนโยน ความสงสารในดวงตาชายชราจุดประกายโกรธาขึ้นในนัยน์ตาสีวารี สควอโล่พยายามพยุงกายให้นั่งตรงขึ้นเล็กน้อย
“สควอโล่ เธอคิดว่าการไว้ใจกับการเชื่อใจต่างกันมากไหม” ฟากฟ้าแห่งวองโกเล่เอ่ยถาม
วงหน้าเรียวสวยฉายแววสงสัยระคนประหลาดใจ ดวงตาปรือกะพริบปริบน้อย ๆ ไม่ทันจะได้ตอบรุ่นที่เก้าก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“ใน มุมมองของฉัน การไว้ใจใครสักคน คือการวางใจว่าสิ่งที่คน ๆ หนึ่งทำคือสิ่งที่ถูก ทำให้เธอพึ่งพาได้ และเป็นการคาดหวังว่าคนผู้นั้นคือไม่ใช่สิ่งลวงสำหรับเธอ” ชายชราหยุดชะงักชั่วครู่ “ส่วนการเชื่อใจใครสักคนนั้น คือความศรัทธา คือความรู้สึกแน่ใจว่าใครสักคนซื่อสัตย์และจะไม่พยายามจะทำร้ายหรือหลอกลวง เธอ และความเชื่อว่าคน ๆ นั้นคือความเป็นจริงและความถูกต้อง และคิดว่าสิ่งที่ใครสักคนตั้งใจจะทำคือสิ่งที่เป็นไปได้”
“ตั้งใจจะพูดอะไร... กันแน่วะ” สควอโล่พยายามกะพริบตาให้หายง่วง
“เธอไว้ใจตัวเองรึเปล่า”
สควอ โล่สูดหายใจเข้า ศีรษะผงกลงอย่างอ่อนแรง แล้วจึงเปล่งเสียงอย่างเชื่องช้า “ฉันคิดว่าการวางใจในตัวเองเป็นสิ่งจำเป็น ไม่อย่างนั้น... ฉันก็คงจะลงดาบไม่ได้ หรือ... ทำอะไรไม่ได้เลย”
“แล้วเธอ เชื่อใจตัวเองงั้นหรือ หัวใจของเธอซื่อสัตย์กับตัวเองจริงหรือ ตัวเธอในตอนนี้คือความเป็นจริง—คือสเพลบี สควอโล่คนเก่า—ที่จะยอมซื่อสัตย์และภักดีต่อลูกชายของฉันเพียงคนเดียวเท่า นั้นใช่ไหม”
แพรผมสีเงินปรกลงมา วงหน้าเรียวขาวมิได้เงยขึ้นมองบิดาแห่งวองโกเล่ นิ่งดุจซากศพ แต่แล้วสุ้มเสียงงัวเงียก็ดังขึ้นในที่สุด “สเพลบี สควอโล่คนเก่า...?”
ชายชราถามต่อ “แต่ที่สำคัญกว่านั้น เธอเชื่อใจแซนซัสรึเปล่า”
ทัน ใดนั้นประตูก็เปิดผางออก รุ่นที่เก้าไม่แสดงอาการประหลาดใจแต่อย่างใด คนที่ได้รับคำอนุญาตให้เข้ามารบกวนการสอบปากคำนั้นมีเพียงผู้เดียว ผู้อาวุโสผินหน้ามองเงาทะมึนของร่างคุ้นตาที่ธรณีประตู ส่วนสควอโล่ยังคงนั่งอย่างหมดอาลัยตายอยากและไม่แม้แต่จะปรายตามอง บานประตูปิดลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าอันทรงอำนาจ—หนัก—ก้าวเข้ามาหา เขา ความกดดันภายในห้องเพิ่มขึ้นทุกคราที่รองเท้าของผู้มาเยือนสัมผัสพื้น ลมหายใจของสควอโล่สะดุดลงฉับพลัน และไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเหตุอันใดหัวใจยังมีแรงเต้นร่ำทั้งที่กายไร้ กำลัง สมองตั้งคำถามว่าผู้มาใหม่นี้คือใคร หากกายกลับล้าเกินกว่าจะขยับ
“เงยหน้าขึ้น”
คำ สั่งนั้นไม่อาจกระตุ้นให้สควอโล่ตอบสนองทันทีได้ ด้วยว่าผู้ถูกบัญชาไม่อาจระลึกถึงเนื้อเสียงของผู้บัญชา อย่างไรก็ตาม จังหวะน้ำคำที่หนักแน่นและปราศจากความปราณีเช่นนี้—ฉลามพลัดถิ่นเริ่มแน่ใจ ในลางสังหรณ์ตนมากขึ้น ทว่าความลังเลนั้นได้ก่อเกิดจากความไม่เชื่อใจในลางสังหรณ์ตัวเอง
สควอโล่ไม่เชื่อว่าคน ๆ นั้นจะมา
“ฉันสั่งให้แกเงยหน้าขึ้น ไอ้ฉลามสวะ!”
ดวง หน้าซีดเซียวขยับเงยขึ้นอย่างเนือย ๆ ตาสบกับนัยน์ตาสีเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วง ความพิโรธเผาผลาญในน้ำเสียงที่เขาเพรียกหา สุรเสียงที่ถูกลืมเลือนกระตุ้นหัวใจให้สูบฉีดเลือดอย่างรุนแรงเสียจนน่ากลัว ว่าจะหยุดทำงานกะทันหัน
“เรียกชื่อฉัน”
สควอ โล่นิ่งไป นัยน์ตาสีฟ้าซีดวูบไหวราวกับเคยคุ้นกับคำสั่งนี้ คำสั่งที่มีไว้เพื่อสนองการยืนยันในอัตภาพ เรียวปากขยับเบาบาง เสียงแตก ๆ ที่เบายิ่งกว่าเสียงกระซิบเล็ดลอดออกมาให้ตรับฟัง “แซนซัส”
วงหน้าคร้ามนิ่งขรึมเป็นหินผา และสั่งเสียงหนักต่อไป “ดังกว่านี้”
“แซนซัส” สควอโล่เอ่ยดังขึ้น สุรเสียงสั่นคลอนราวกับมีคำถามค้างอยู่ในคอ
เจ้าของนามยังคงยืนหลังตรง นัยน์ตาหลุบลงมองอีกฝ่าย ไม่มีการโน้มกายลงมา ไม่มีการก้มใบหน้าเพื่อแสดงความเมตตา “ลุกขึ้น”
ลม หายใจสั่น ๆ ลอดผ่านริมฝีปากแห้งผาก ดวงตาสีน้ำแข็งไม่มีวี่แววสั่นไหว นิ้วมือจับยึดกับที่ท้าวแขนราวกับจะตั้งท่าพยุงตัวลุกขึ้น กะพริบตาปริบ ๆ พยายามไล่ความง่วงงุน ลำตัวขยับน้อย ๆ คล้ายกับจะผละออกจากเก้าอี้แต่ก็ไม่เป็นผล
“ไอ้ฉลามสวะ” สีหน้าของแซนซัสยังคงขมึงตึงเช่นเคย “ฉันสั่งให้แกลุกขึ้น”
รุ่นที่เก้าเอ่ยปราม “แซนซัส เขานอนอย่างมากที่สุดก็สองชั่วโมงติดต่อกันมาเป็นเวลาห้าวันแล้ว แค่ทำตามที่สมองสั่งการก็ยากเต็ม—”
ชาย ชราเอ่ยไม่ทันจบ นักดาบผมยาวก็เหยียดกายขึ้น ดวงตาปรือราวกับจะหมดสติ ก่อนจะโงนเงนและทำท่าจะล้มครืนลงไปกับพื้นตรงหน้า แต่มือหนาก็คว้าท่อนแขนสควอโล่ไว้ได้ทัน หัวคิ้วของคนผมเงินขยับเข้าหากันน้อย ๆ ราวกับไม่คุ้นเคยในสัมผัสของนิ้วแกร่งดุจคีมเหล็มนี้
สควอ โล่เหลือบตาขึ้นมองใบหน้าของผู้เป็นนายเงียบ ๆ หัวสมองรู้สึกขุ่นมัว หากในอกกลับรู้สึกเบาหวิว บางทีนี่อาจจะเป็น... ความรู้สึกของนกที่หวนคืนสู่รัง
ไฟพิโรธในดวงตาสีชาดดับลง ไป นัยน์ตาแซนซัสมีสีของแอ่งเลือดโดยพลัน สีที่ไม่สื่อสารความรู้สึกรุนแรงอันใด หากเป็นสีธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี – สีโลหิต
“ก็แค่นั้น” นายเหนือแห่งวาเรียกล่าวเสียงต่ำ
ก็แค่นั้นเองที่ฉันต้องการ
TBC.
กี๊ซซซ์ ไม่ได้เขียนจากมุมของบอสมาตั้งนานแน่ะ! XD (เสียงอเวจี/ว่าแต่เขียนมุมของบอสครั้งล่าสุดนี่เมื่อไรเรอะ? = = ) ตัดฉับตอนที่บอสได้เจอหลามพอดี -w-; (ที่จริงๆก็นั่งangstกันไปมาอยู่หลายย่อหน้า "OTL )
ฟิกนี้หายหน้าหาย ตาไปนาน =/l\=" (ไม่อยากจะเชื่อนิดหน่อยว่าดองมาเดือนนึงแล้ว!) และสืบเนื่องมาจากตอนที่แล้ว... ผู้หญิงไม่เคยเป็นที่ชื่นชอบในฟิกวายจริงๆ เอิ๊กกก XD หนูชาร์ลถูกขับไล่เรียบร้อย (แต่อิไดองเกรงว่าชีคงต้องมีบทต่อไปแหละ)
ตอนนี้อิไดองรู้สึกเหมือน โดนตัวละครปั่นหัวตัวเอง (ยังไม่รู้จะหาจุดจบ.. เอ๊ย บทสรุปของแต่ละตัวยังไงดี) เผลอๆอีกหน่อยมันจะมีโค้ดใหม่เป็น ShK (Shuroch/Kamil)... แต่ก็คงแล้วแต่บุญ(ความอยากยำ)ของอิไดองเท่านั้น XD
เอนี่เวย์ ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกคนที่ยังติดตามค่า :D
ท่านMukkuk << บทที่แล้วให้ชาร์ลไปครึ่งตอนก็จริง (ซึ่งมองๆกลับไปก็มีแต่น้ำชัดๆ 55+) แต่บทนี้ก็ยังโผล่มาแบบเงียบๆนิดเดียวเท่านั้นเอง~ XD
*กระซิบ* จะว่าไปแล้วก็อยากเห็นบอสถูกทรยศมากๆเหมือนกัน ฮา
ท่านSARAIL << ก็ชาร์ลเป็นตัวละครประเภทหญิงหลบใน(= =?)ไงฮะ =w=b ชีคงถึงวัยเรียกร้องความรักแล้วแหละ ไม่งั้นคงผิดที่บอสเพราะเท่เกินไป(เรอะ? XD )
ชูรอชเป็นลูกคนโปรดอิไดอง ฮา (แต่แลดูผิดบรรยากาศฟิก "OTL) คิดว่านิสัยแบบนี้จริงๆก็เสี่ยงจะถูกคามิลฆ่าตายเหมือนกัน 55+
แต่บอสในบทนี้ดูคู่ควรกับการเป็นพระเอกมากขึ้นแล้วนะ >w
KC (คามิล/ชาร์ล) ฟังดูน่าสนใจดี XD จะว่าไปแล้วอยากรู้เหมือนกันค่ะว่าสองคนนี้มาโคจรพบกันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น 55+ (ใครจะไปรู้อิไดองอาจจะต่อยอดอะไรแปลกๆมาอีกก็ได้ <.<; )
ท่านเพลงดวงดาว << อิไดองคงแต่งได้แต่อะไรดาร์กๆแหละค่ะ ^^" (แต่ทำไมรู้สึกยังกะช่วงนี้มันไม่ค่อยดาร์กเท่าไรเลยนะ '_' หรือคิดไปเองหว่า...)
ยังไงก็ตาม ขอบคุณที่ติดตามอ่านฟิกค่า ^^
ท่านเฟียร์ . Fiar << DSโผล่ๆหายๆอย่างประหลาด =w="
บอส ขรึมขึ้นเพราะว่าคงเป็นช่วงกำลังโต(ก้าวสู่บอสTYL 55+) ไม่ใช่แล้ว.. จริงๆอาจจะแค่เพราะยังไม่ถึงเวลาหื่นกับบ้ากามก็เป็นได้ เอิ๊กกกก
ยังไงก็ตาม ในที่สุดหลามก็ได้เจอบอสแล้ว!! (ตอนจบบท "OTL)
สุดท้าย... จะ 15 บทแล้ว จขฟช.ไม่อยากเชื่ออออออ =[]=,, !!
>>งานการไม่ทำแล้วสินะ
