2009/Sep/08

*พยายามอัพตั้งแต่เมื่อคืน แต่พอกดPublishทีไรมันก็Errorทุกทีซะงั้น TvT" เอาเป็นว่าวันนี้ได้อ่านกันแล้วนะค้า*

 


 


Title: The Blade of Perfection - Chapter 14

Author: Daiong [ไดอง]

Beta-reader: Blue Cat

Pairings: XS, ??/S

Rating: PG

 

 

 

~

 

 

 

Chapter 14: Trust and Belief (ความไว้ใจกับความเชื่อใจ)

 

“บอส  ผ่านมาตั้งห้าวันแล้วนะ  ทางคฤหาสน์วองโกเล่ส่งข่าวอะไรมาเหรอ  แล้วเมื่อไรสควอโล่จะได้กลับมาล่ะ  เจ้าชายเซ็งจะแย่”  เบลเฟกอลถามด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ  พลางยืนโยกไปโยกมาเบื้องหน้าโต๊ะทำงานของบอสแห่งวาเรีย  ทารกในอ้อมแขนเบลเฟกอลชะเง้อมองเครื่องเล่นซีดีบนโต๊ะ  ส่วนลุสซูเรียได้แต่ยืนกระฟัดกระเฟียดปนกระสับกระส่าย  จะมีก็แต่เลวี่กับชาร์ล็อตเท่านั้นที่ยังคงยืนนิ่งสงบในห้องบอสแห่งวาเรีย

 

คิ้ว ของเลวี่ผูกเข้าหากันแน่น  แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนที่‘อดีต’ผู้บริหารหน่วยพิรุณยังคงตามรังควาน ชีวิตและเป็นปัญหาให้กับวาเรียอยู่เรื่อย ๆ  เขาคิดว่าคนที่ปละปล่อยให้ตัวเองโดนศัตรูจับไปก็ควรค่าที่จะโดนตัดหางปล่อย วัดหรือปลิดชีพไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

 

ส่วนชาร์ล็อตนั้นได้ แต่ยืนนิ่ง  ดวงตาสีครามของเธอเพียงแค่สังเกตลักษณะท่าทางของสมาชิกวาเรียคนอื่น ๆ อย่างเงียบ ๆ  ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่เห็นความเป็นห่วงกังวลที่ยากจะพบในตัว แต่ละคน  แม้จะเป็นไปคนละแบบก็ตาม  เธอมองออกว่าเลวี่ไม่เพียงแต่ห่วงความดีความชอบของตัวเอง  แต่เขาห่วงใยบอสแห่งวาเรียเพราะไม่ไว้ใจซายเซทว่าแฟมิลี่—ซึ่งหมายความว่า เขาไม่เชื่อในตัวฉลามคลั่งอีกด้วย  ผิดกับสมาชิกวาเรียคนอื่น ๆ ที่ต่างตื่นเต้นและเป็นกังวลกับผู้บริหารวาเรียคนเก่าอย่างเห็นได้ชัด

 

และ ยิ่งกว่านั้น—สาวนักดาบชายตามองท่าทีเย็นชาของนายเหนือปัจจุบัน—เขาดู นิ่งยิ่งกว่าครั้งใด  ไม่ใช่ความเฉยชาดังเคย  แต่เป็นความนิ่งที่บ่งบอกการตั้งสมาธิสูง

 

“ก็สอบปากคำมันมา สามวันแล้ว  ยังคงอยู่ในช่วงลังเลว่ามันจะกลับมาที่นี่ได้ไหม  ยังไงก็ตาม  ไอ้แก่ยังคงห้ามไม่ให้พวกเราเข้าไปพบ”  แซนซัสกล่าวเสียงต่ำ  นิ้วหยาบเลื่อนไปกดปุ่มเพลย์บนเครื่องเล่นซีดี  “นี่คือซีดีบันทึกเสียงการสอบปากคำที่พวกมันส่งมา”

 

เสียงโซ่เหล็กกระทบกันดังขึ้น

 

‘เฮ้ย!  นี่ต้องใส่กุญแจมือด้วยเหรอวะ  ยังไงฉันก็จะนั่งดี ๆ อยู่แล้วล่ะโว้ย!’

 

“สควอโล่!  สควอโล่จริง ๆ ด้วย!  ชิชิชิชิชิ”  เจ้าชายผมทองร้องอย่างสุขสันต์

 

‘สเพลบี  สควอโล่  เธอถูกจับตัวไปที่ไหน’  นั่นคือเสียงของรุ่นที่เก้า

 

ฉลามร้ายถอนหายใจดังพรืดอย่างเหนื่อยหน่าย  ‘ฟินแลนด์  ฉันเพิ่งรู้ตอนหนีออกมา’

 

‘เธอเพิ่งรู้ตอนหนีออกมา?’

 

‘เออ!  ก่อนหน้านี้ฉันถูกขังเดี่ยวเอาไว้  ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันว่ะเลยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน’

 

‘งั้นหรือ’

 

ดวงตาสีชาดของแซนซัสเพ่งเขม็งที่เครื่องเทคโนโลยีตรงหน้า  ระหว่างที่ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ

 

‘ถ้างั้น...  สควอโล่  เธอหนีออกมาได้ยังไง’

 

‘วัน นั้นประตูมันเปิดออก  แล้วฉันก็รีบวิ่งออกมา  เห็นโถงทางเดินแล้วก็วิ่ง...  ขึ้นบันได...  จนไปเจอประตูทางออก’  ฉลามเพชฌฆาตอธิบาย  เขาเอื้อนเอ่ยช้าขึ้นทุกขณะ  ความลังเลเจืออยู่จนน่ากังวล

 

‘ประตูเปิดออก?  ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ’

 

‘ประตูมันเปิดออกจริง ๆ นี่หว่า’

 

‘เธอคิดว่าซายเซทว่าแฟมิลี่จะปล่อยให้มีความผิดพลาดทางระบบ  ไม่มียามเฝ้า  และให้เธอวิ่งออกมาง่าย ๆ ขนาดนั้นเชียวหรือ’

 

‘หมอ นั่นน่าจะอยู่คนเดียว  ฉันจำได้ว่าเคยอ่านในเอกสารซายเซทว่าที่มาม่อนเรียบเรียงมา  ไอ้คามิลน่าจะเป็นประเภทชอบอยู่คนเดียวอยู่แล้วนี่’ 

 

‘ก็ถูก  ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงจะซ่อนตัวได้ดีกว่าด้วย  ว่าแต่เรื่องความผิดพลาดทางระบบของซายเซทว่าล่ะ  เธอคิดว่ายังไง’

 

‘ผิดพลาด?’

 

ดวงตาคู่คมของบอสแห่งวาเรียหรี่ลงเล็กน้อย  สควอโล่พูดเน้นคำนั้นขึ้นด้วยน้ำเสียงราวกับจะแปลกใจ
ฉลามร้ายกล่าวต่อ  ‘โอกาสเป็นไปได้ต่ำ’

 

‘ถ้าอย่างนั้นเธอคิดว่าซายเซทว่ารุ่นที่สี่จงใจปล่อยเธอออกมารึเปล่า  มีจุดประสงค์แอบแฝงอะไรไหม’
เงียบไปชั่วครู่

 

‘อันที่จริงแล้วฉันนึกไม่ออกว่าทำไมหมอนั่นจะต้องการตัวฉันแต่แรก’

 

‘สควอโล่...  เธอพูดอะไรสรรคำสักนิด  ‘นึกไม่ออก’ หรือ ‘ไม่รู้’?’

 

‘ตอนนี้ฉันไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมหมอนั่นจะต้องการฉันแต่แรก  เข้าใจไหมวะ!’

 

“ไอ้สวะโดนสงสัยว่าถูกเบี่ยงเบนความทรงจำซะแล้ว”  แซนซัสเปรยห้วน ๆ

 

“ตายจริง!”  ลุสซูเรียอุทาน  หน้าซีดขึ้นมาถนัดตา  “เรื่องพรรค์นั้นเป็นไปได้จริง ๆ เหรอคะบอส!”

 

รุ่น ที่เก้าถามต่อไป  ‘แต่เธอยังไม่ได้ตอบคำถามก่อนหน้า  มันเป็นเรื่องจงใจรึเปล่าที่เธอถูกปล่อยออกมา  หรือถูกปล่อยมาเพื่ออะไรรึเปล่า’

 

‘ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงปล่อยฉันออกมาว่ะ’

 

แซนซัสกดหยุดซีดีอยู่แค่นั้น  ตามมาด้วยเสียงค้านอันร้อนรนของผู้บริหารหน่วยวายุกับหน่วยอรุณสลับกัน

 

“เจ้าชายว่าให้สควอโล่กลับมาที่นี่ดีกว่า”

 

“สควอจังหวงศักดิ์ศรีจะตายนะคะบอส  อยู่ที่นั่นโดนคุมตัวคงเหมือนโดนหยามตายเลย”

 

“ไอ้พวกเบื้องบนอาจจะกลั่นแกล้งสควอโล่อยู่ก็ได้นะบอส  ให้สควอโล่กลับมาให้เจ้าชายแกล้งคนเดียวก็พอแล้ว”

 

“เจ๊ว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็เดี๋ยวสควอจังจะอกแตกตายพอ—”

 

“หุบ ปาก!”  แซนซัสตัดบท  “ฉันให้พวกแกฟังไม่ใช่เพราะอยากจะให้คัดค้านหรือออกความเห็นว่าไอ้ฉลามสวะ นั่นควรจะได้รับการปฏิบัติยังไง  แต่ให้ฟังให้ดี!  เท่าที่ฟังถึงตรงนี้  ตัวไอ้ฉลามสวะเองก็คิดว่าไอ้สวะซายเซทว่าจงใจปล่อยมันออกมา  เพียงแต่มันไม่เข้าใจว่าทำไม—อย่างน้อยมันก็บอกอย่างนั้น”

 

“เอ๋  สควอจังบอกเหรอคะ”  ลุสซูเรียทวนเสียงสูง

 

มาม่อนถอนหายใจ  “ก็ตอนที่รุ่นที่เก้าถามไงว่ามันเป็นเรื่องจงใจรึเปล่าที่สควอโล่ถูกปล่อยออกมา—”

 

“แล้ว เขาตอบว่าเขาไม่เข้าใจว่าทำไมบอสของซายเซทว่าถึงปล่อยเขาออกมา  ซึ่งก็เป็นการยอมรับไปในตัวว่าซายเซทว่ารุ่นที่สี่น่าจะปล่อยเขาออกมา”  พลันชาร์ล็อตก็เอ่ยขึ้น  ทำให้หลาย ๆ คนนึกขึ้นได้ว่าเธอเป็นอีกหนึ่งคนที่อยู่ในห้อง  “ดูเหมือนเขาจะไม่คิดว่าความผิดพลาดของระบบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้”

 

“และนี่คือซีดีของวันที่สาม”  แซนซัสสับเปลี่ยนซีดีก่อนจะกดปุ่มเพลย์อีกครั้ง

 

‘ง่วงโว้ยยย!’

 

เบลเฟกอลขยับตัวเล็กน้อย  ตระหนักทันทีว่าคำบ่นเช่นนี้เกิดจากการทรมานที่บั่นทอนสมองมากที่สุดชนิดหนึ่ง

 

‘สเพลบี  สควอโล่  เธอหนีออกมาได้ยังไง’  รุ่นที่เก้าเอ่ยถาม

 

‘ว้อยยย!  ก็บอกแล้วไงว่าจู่ ๆ วันนั้นฉันก็เปิดประตูได้!’  สควอโล่แผดเสียง  ก่อนจะหอบอย่างเหนื่อยอ่อน  แล้วจึงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงงัวเงีย  ‘มันเปิดออกทั้ง ๆ ที่...  มันไม่เคยเปิดออก  พอฉันวิ่ง...  ไปจนสุดทางเดินก็มีบันได  หลังจากนั้น...  ก็มีประตูทางออก  ถามซ้ำซากอยู่นั่นแหละ  ทีนี้ให้กลับไปนอนได้รึยังวะ!’

 

‘เธอบอกว่าเธอถูกขังเดี่ยวเอาไว้  ตลอดเวลาสิบสามเดือนที่หายตัวไปนี่  ถูกขังเดี่ยวไว้ตลอดเลยหรือ’

 

‘แซนซัสรู้รึยังวะว่าฉันกลับมา...’

 

‘ตอบคำถามก่อน  สควอโล่’

 

‘ก็บอกไปเท่าที่ทำได้แล้วนี่หว่า!  บอกว่าโดนขังก็โดนขังสิวะ’

 

‘ซายเซทว่ารุ่นที่สี่ปล่อยเธอออกมาทำไม  สควอโล่  จุดประสงค์ของเขาคืออะไร’

 

‘ไม่รู้โว้ย!  ง่วงฉิบหายแล้วยังถามซ้ำ ๆ อยู่ได้  ว่าแต่แซนซัส...  จะให้โอกาสฉันกลับไปที่วาเรีย...  รึเปล่าวะ’

 

“บอส คะ...”  ลุสซูเรียเรียกเสียงอ่อน  ในวันแรกที่ถูกสอบปากคำเพชฌฆาตพิรุณก็ยอมแต่โดยดีและแทบไม่ปริปากบ่นแท้ ๆ  มาถึงตอนนี้ที่เหนื่อยแทบเจียนตายก็ยังไม่พ้นทวงถามถึงบอสแห่งวาเรีย  เช่นนั้นแล้วฟากฟ้ารัตติกาลยังมีสิ่งใดข้องใจอยู่อีกหรือ

 

อย่างไรก็ตาม  บัดนี้ใบหน้าประดับแผลเป็นช่างนิ่งสนิทเสียจนไม่อาจอ่านความคิดคำนึงได้เลยแม้เพียงนิด

 

‘สควอโล่’  เสียงของรุ่นที่เก้าอ่อนลง  ‘ตอนที่ถูกขังเดี่ยว  เธอรู้สึกยังไงบ้าง’

 

‘ถามแปลกนี่หว่า  ก็รู้สึกเหมือน...  ตายไปแล้ว...  น่ะสิวะ’

 

‘ถ้า อย่างนั้นเธอคงเข้าใจว่าตามธรรมชาติของคนที่ถูกขังเดี่ยว  ประสาทสัมผัสต่าง ๆ จะช้าลงมาก  แต่สำหรับคนที่ออกมาวิ่งประมือกับชูรอช  อนาโทลีได้อย่างคล่องแคล่วเมื่อสามคืนก่อนหน้านี้  ก็ทำให้เชื่อยากอยู่ว่าเธอถูกขังเดี่ยวจริง  และถ้าเธอถูกขังเดี่ยวเอาไว้จริงอย่างที่พูดมา  ก็คงจะผ่านการฝึกฟื้นประสาทสัมผัสและกำลังมาพอสมควร  ทีนี้คงจะไม่แปลกถ้าฉันจะถามว่าซายเซทว่ารุ่นที่สี่บอกอะไรกับเธอบ้าง’

 

‘ว้อย!  มันไม่ได้บอกอะไรกับฉันทั้งนั้นแหละ  ฉันจำได้แค่ว่าพอพ้นประตูนั้นมา...  ก็กลับมารู้สึกเหมือน...  มีชีวิตอีกครั้ง  โธ่เว้ย!  ให้กลับไปนอนได้รึยังวะ!’

 

‘อีกอย่างดูเหมือนเธอจะตระหนักดี ว่า  ยากนักที่ซายเซทว่าแฟมิลี่จะทำอะไรผิดพลาด  ทำให้ทางเราคิดว่าเธออาจจะได้รับอิทธิพลแนวคิดของแก๊งค์ซายเซทว่ามาก็เป็น ได้  อีกเรื่องหนึ่งที่ออกจะเล็กน้อยแต่ฉันก็แปลกใจ  เธอก็รู้ว่า ‘คามิล’ เป็นชื่อปลอม  ทำไมถึงไม่เรียกเขาว่าซายเซทว่าล่ะ  หรือนอวิคอฟก็ได้นี่’

 

‘ชื่อนั้นมันขัดลิ้น...  ก็แค่นั้น’

 

ปึง!  เสียงของแข็งกระทบโต๊ะดังขึ้นอย่างแรงเสียจนลุสซูเรียที่กำลังเพ่งเครื่องเล่นซีดีผวาออกมาเล็กน้อย

 

‘อือ...’

 

รุ่น ที่เก้าถามต่อไปด้วยน้ำเสียงอ่อน ๆ ‘ขอโทษที  แต่เธอยังหลับไม่ได้  ตอบคำถามมาก่อน  เธอบอกว่าเธอเปิดประตูที่ขังเธอเอาไว้ในห้องนั่นได้  แล้วประตูทางออกตรงสุดทางเดินนั่นล่ะ  เธอเปิดมันออกได้ยังไง’

 

‘ฉันก็แค่...  เปิดมันออกได้’

 

‘ยังไงหรือ’

 

‘ตกลงแซนซัส...’

 

“ไอ้สวะเวรนี่”  นายเหนือแห่งวาเรียหลุดสบถเสียงต่ำ  หัวคิ้วขมวดมุ่นอย่างขุ่นเคืองเป็นที่สุด

 

‘จะไม่มารับฉันกลับไปสินะ...’

 

แซนซัสเลื่อนมือไปกดปุ่มหยุดซีดีเพียงแค่นั้น  “ออกไป”

 

“หา  บอสคะ!  ตกลงจะให้ฟังแค่นั้นโดยไม่ต้องทำอะไรหรือคะ”

 

“บอส  เจ้าชายรู้ว่าสควอโล่ไม่ได้พูดโกหกนะ!”

 

“ฉันบอกให้ออกไป!”  บุรุษผมดำตวาดกึกก้องเสียจนแก้วหูลั่น  ดั่งพายุพัดให้ทุกคนรีบกุลีกุจอไปที่ประตูทางออกทันที  แต่ก่อนที่เบลเฟกอลจะก้าวพ้นธรณีประตู  แซนซัสก็เอ่ยยั้งไว้เสียก่อน  “มาม่อน!”

 

“ว่าไงบอส”  อัลโกบาเลโน่ในวงแขนเจ้าชายนักฆ่าขยับหันมา

 

“สั่งเตรียมรถไปคฤหาสน์วองโกเล่ให้ที”

 

เด็กชายผมทองฉีกยิ้มยิงฟันกว้าง  “ชิชิชิชิชิ  บอสจะพาสควอโล่กับมาใช่ม้า”

 

นัยน์ตาสีโกเมนตวัดใส่เจ้าชายกวนส้นเท้าอย่างนึกรำคาญ  ก่อนจะหันเหสายตามาที่มาม่อน  และออกปากย้ำอีกครา  “เดี๋ยวนี้”

 

“รับทราบบอส”  มาม่อนพยักหน้ารับ  ก่อนจะกระโดดออกจากอ้อมกอดผู้บริหารวายุและรี่หายไปทันที

 

~

 

ลำนำท้องถิ่นอันเก่าแก่ถูกลืมเลือนในมหานคร

 

ลำนำ หนึ่งอาจเปรียบเสมือนเรื่องราวของคน  และนามแห่งมหานครมิอาจถูกเปรียบเปรยเป็นอื่น  นอกจาก‘โลกา’  และนี่...  คือสถานที่แห่งการดิ้นรน

 

“A little boy is free;

Free to feel whatever he feels. 

 

A little boy is free;

Free to go wherever he goes. 

 

(เด็กน้อยคนหนึ่งเป็นอิสระ

เป็นอิสระที่จะรู้สึกอะไรก็ตามที่เขารู้สึก 

 

เด็กน้อยคนหนึ่งเป็นอิสระ

เป็นอิสระที่จะไปที่ใดก็ตามที่เขาไป)” 

 

ณ อพาตเมนต์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งในกรุงโรม  ชูรอชยืนร้องเพลงพื้นบ้านเบา ๆ ระหว่างที่กำลังจัดแจงกาต้มน้ำ  ดวงตากวาดสำรวจความเรียบร้อยภายในห้อง  หมอนใบเล็ก ๆ จัดวางบนโซฟาอย่างเหมาะสม  ปราศจากกระเป๋าหรือเสื้อผ้าวางเรี่ยราด  ผ้าเช็ดปากพับเป็นรูปสามเหลี่ยมเคียงคู่กับชุดถ้วยชาบนโต๊ะเตี้ย  ผ้าม่านสีทึบปิดมิดชิดไม่ให้บุคคลภายนอกสอดรู้ได้  นับว่าห้องแลดูสมบูรณ์แบบเพียงพอ

 

“A little boy is free;

Free to love whoever he… 

 

(เด็กน้อยคนหนึ่งเป็นอิสระ

เป็นอิสระที่จะรักใครก็ตามที่เขา...)” 

 

หนุ่ม หน้าอ่อนพลันหยุดปากเมื่อแว่วเสียงเคาะประตู  เขาใส่ใบชาลงไปในกาน้ำโดยไม่ขยับขาไปที่ใด  ถ้าหากคนที่อยู่เบื้องหน้าประตูมิใช่ท่านผู้นั้น  ชูรอชก็ไม่ปรารถนาจะพบ  และหากเป็นคนที่เขารอคอย  ก็ย่อมมีกุญแจที่เขาได้ลอกแบบไปให้แล้ว

 

กิน เวลาไม่นานนัก  เสียงไขกุญแจก็ดังขึ้นให้ชื่นใจ  ชูรอชขยับยิ้มกว้างขณะดึงปกเสื้อสูทสีเขียวฟ้าให้เข้าที่  มันเป็นชุดที่เรียบที่สุดแล้วในกระเป๋าเดินทางของเขา  ที่เลือกใส่มันในวันนี้เพราะนายเหนือเคยบอกปัด ๆ ว่าการใส่เสื้อผ้าหรูหราฟู่ฟ่าของเขามักจะชวนให้เวียนหัวเพราะมีรายละเอียด มากเกินความจำเป็น  เด็กหนุ่มก้าวยาว ๆ ออกไปต้อนรับ  ดวงตาสีเหล็กมองกายโปร่งสูงคุ้นตาที่ก้าวเข้ามาเงียบ ๆ  แม้จะสวมหมวกใบใหญ่กับแว่นตาสีทึบเขาก็ยังคงจำรูปหน้าของนภาสีเลือดได้  คามิลแต่งไปรเวทเรียบ ๆ กอปรด้วยเชิร์ตขาวกับกางเกงดำตามแบบฉบับนิสัยเจ้าตัว

 

“ท่าน คามิลลล”  หนุ่มผมสีน้ำตาลร้องด้วยเสียงที่ดีใจอย่างปิดไม่มิด  “ไม่ได้เจอท่านตั้งหลายเดือน  ตั้งแต่ท่านหายตัวไปทำธุระเรื่องฉลามคลั่งคนนั้น  คิดถึงนะครับเนี่ย”

 

บอส แห่งซายเซทว่าทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา  “ผมดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว  ตอนที่คุณใช้สคูเชเนียนั่น...  สควอโล่ใช้วิธีทิ้งตัวไปตามแรงโจมตีในตำแหน่งที่เสียหายน้อยที่สุด  นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าประทับใจดี”  เขาเอนกายสบาย ๆ ลงกับเบาะนุ่ม  และเอ่ยขอบคุณเบา ๆ เมื่อชูรอชจัดแจงรินชาให้  ก่อนจะว่าต่อ  “ติดใจก็แค่ตรงที่คุณดูเหมือนตั้งใจจะฆ่าเขาจริง ๆ”

 

ชู รอชคลี่ยิ้มและนั่งลงตรงข้ามอีกฝ่าย  “ผมคิดว่าเขาไม่ควรที่จะมีชีวิตอยู่ถ้าไม่เก่งพอ  แต่เขาก็ดันไวพอที่จะหันดาบมาจ่อคอผมซะได้  สมกับเป็นคนที่ท่านถูกใจ  ที่ทำนี่ไม่ใช่เพราะคลางใจกับการสรรคนของท่านหรอกนะ  ผมเห็นฉลามคลั่งเป็นรุ่นพี่ในวงการมาเฟียที่อ้อนแอ้นขนาดนั้น  ก็เลยอยากวัดกำลังดูเป็นธรรมดา  ประมือกันขำ ๆ น่ะครับ  แต่...  เขาดันไม่ขำด้วยนี่สิ”  เด็กหนุ่มยักคิ้วเป็นเชิงรู้ทัน  “ท่านไม่เคยบอกเขาว่ามีลูกน้องที่ใช้สคูเชเนียได้”

 

“ถูก ต้อง  ผมไม่เคย”  คามิลไหวไหล่น้อย ๆ อย่างไม่ยี่หระ  นัยน์ตาสีเขียวเทามองกลับไปอย่างไร้ความรู้สึก  “คุณรู้สึกยังไงเกี่ยวกับเขาบ้างล่ะ”

 

รอยยิ้มบนวงหน้าใสเริ่มฉายแววมีเลศนัย  “ผมว่าเขาสวย  น่าจะเอามาลองกอดสักคืน—หรือสองคืน”

 

คา มิลเพียงแค่ยกชาขึ้นจิบโดยไม่กล่าวอะไร  ชาชินกับลูกน้องตรงหน้าที่มักเต๊ะท่าและพูดจาไม่สมอายุ  ซึ่งก็ดูขัดกับใบหน้ามนใสที่หลอกใครต่อใครมาแล้วนักต่อนัก  และอาจจะนับเป็นโชคดีที่ชูรอชสวามิภักดิ์ต่อคามิลนานพอที่จะได้รับความไว้ เนื้อเชื่อใจได้ในระดับหนึ่ง  มิเช่นนั้นแม้แต่ถ้วยชาที่ได้รับนี้เขาก็คงจะไม่คิดจะดื่ม  หนุ่มผมแดงระบายลมหายใจยาว ๆ  “ชูรอช  อย่าเบี่ยงประเด็น”

 

ชู รอชหลุดหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะเหมือนการถอนหายใจพรืดใหญ่  แล้วจึงกล่าวอย่างรื่นเริง  “ท่านถามทั้งที่ท่านรู้  ผมก็ต้องรู้สึกอิจฉาเขาอยู่แล้วสิ  ก็ท่านแต่งตั้งเขาเป็นที่ปรึกษานี่นา  ทั้งที่ท่านก็รู้ว่าผมอยากจะได้รับตำแหน่งที่ใกล้ท่านที่สุด  แต่การที่ท่านส่งจดหมายมาให้ผมประกาศกับลูกน้องคนอื่น ๆ ว่าฉลามคลั่งหนีออกมานี่ช่างคิดนะครับ  ตอนนั้นหลายคนที่คลางแคลงกับการตัดสินใจของท่านโผล่หัวออกมาตั้งหลายคน  บางคนมาบอกผมเองกับปากเสียด้วยซ้ำว่า ‘ท่านซายเซทว่าน่าจะตัดสินใจเลือกท่านชูรอชเป็นมือขวาเสียมากกว่า’  และแน่นอนว่าสิ่งที่ผมทำได้ก็คือ‘ลบตัวตน’ของพวกเขาซะ”  เขาพูดช้าลงเล็กน้อย  “เพราะผมยึดหลักที่ว่าท่านคามิลไม่มีวันผิดพลาด”

 

บรรยากาศนิ่งสนิทขึ้นทันที

 

ชูรอชโพล่งขึ้นอีกครั้ง  “อ้อ  แต่ที่บอกว่าอยากกอดฉลามคลั่งเป็นความจริงนะครับ  ท่านคงไม่ห้าม?”

 

“คุณ กำลังอารมณ์ไม่ดี”  คามิลพูดเรื่อย ๆ  ความหน่ายเจืออยู่ในน้ำเสียง  เขาดึงซองจดหมายฉบับหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ  “สาสน์ต่อไปสำหรับคุณ”

 

ผู้ ถือสาสน์ที่ห้าพยักหน้าน้อย ๆ คว้าจดหมายนั้นมาเปิดออก  นัยน์ตาไล่เรื่อยไปตามตัวอักษรพิมพ์ดีด  พลางโคลงศีรษะและร้องเพลงเบา ๆ ไปด้วย  “A little boy is free. (เด็กน้อยคนหนึ่งเป็นอิสระ)”  เมื่ออ่านเสร็จนัยน์ตาสีเทาก็เหลือบขึ้นมองนายเหนือ  “Dangerously free. (เป็นอิสระอย่างอันตราย)”

 

“Dangerously free indeed. (เป็นอิสระอย่างอันตรายยิ่งนัก)”  คามิลกล่าวเสียงเรียบ  “นับว่าเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของคุณเลยนะ  เป็นอิสระที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีอะไรให้เสีย”

 

“ผมไม่มี อะไรให้เสียนอกจากการมีท่านเป็นนาย  ฉะนั้นตลอดมาน่าจะเป็นท่านมากกว่า  ที่ไม่มีอะไรให้เสีย”  รอยยิ้มไร้ปิติยังคงเหลือให้เห็นที่มุมปากผู้อ่อนวัยกว่า  “ยังไงก็เถอะ มันเป็นคุณสมบัติที่ดีของสมาชิกเบื้องบนของซายเซทว่าแฟมิลี่นี่ครับ  ถ้าถึงตอนที่ฉลามคลั่งไม่มีอะไรให้เสียแล้ว  ก็เพอร์เฟ็คเลยสินะครับ”

 

“ไม่หรอก”  นภาสีโลหิตว่า  “เขาสมบูรณ์แบบในตัวของเขาเองอยู่แล้ว”

 

~

 

‘จะ มาที่นี่?’  อิเอมิสึที่ปลายสายโทรศัพท์ร้อง  ‘แซนซัส!  ในตอนนี้เธอยังถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าพบสควอโล่นะ  ไม่ใช่ว่าฉันต่อต้านเป็นการส่วนตัวหรอก  แต่นั่นน่ะเป็นถึงคำสั่งของท่านรุ่นที่เก้า—’

 

“แล้วคิด จริง ๆ หรือว่าสวะอย่างพวกแกจะประหารฉันได้จริง ๆ”  แซนซัสสวนกลับระหว่างที่นั่งอยู่ในรถที่มุ่งสู่คฤหาสน์วองโกเล่  เขาพูดไปตามปากโดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าใครจะลอบฟังเพราะในรถมีกำแพงกั้น ชั้นดีระหว่างเขากับที่นั่งคนขับ

 

‘แซนซัส  นี่ฉันไม่ได้พูดเพื่อเธอเท่านั้น  แต่เพื่อท่านรุ่นที่เก้าด้วย’  ผู้ดูแลนอกแก๊งค์ลดเสียงลง  กระนั้นโทนเสียงก็ยังแฝงด้วยความร้อนรนเต็มเปี่ยม  ‘เบื้องบนบางคนไม่ได้เห็นดีเห็นงามนักหรอกนะที่เธอยังมีชีวิตอยู่  และนี่มันเป็นเรื่องที่มีซายเซทว่าเข้ามาเกี่ยวข้อง  ถ้าเธอเข้ามาพบสควอโล่ตอนนี้อาจจะโดนยัดเยียดข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับบอสของซา ยเซทว่าก็ได้!  ยิ่งกว่านั้นถ้าเธอมาที่นี่ก็ถือเป็นการขัดคำสั่งของรุ่นที่เก้า  และอย่าหวังเลยว่าหัวจะอยู่กับบ่าได้ตลอดน่ะ’

 

“ฉันก็ถึงได้บอกแกไงล่ะว่าให้ต่อสายไอ้แก่มาเดี๋ยวนี้”  นภาแห่งวาเรียพูดเสียงเฉียบ

 

อิเอมิสึถอนหายใจยาว ๆ  ‘ก็ได้’

 

แซนซัสถือสายรอไม่นานนัก  เสียงพ่อบุญธรรมก็ปรากฏที่ปลายสาย

 

‘ค่ำแล้วนะแซนซัส  ใกล้เวลาพ่อต้องไปสอบปากคำสควอโล่อีกวันหนึ่งแล้ว  ว่าแต่มีอะไรหรือ’

 

“ฉัน ตั้งใจว่าจะไปที่นั่นตอนนี้เลย  ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องฉลาดนักหรอกนะที่แกให้มันอดนอนนาน ๆ  บางทีแกอาจจะแก่แล้ว  ลางสังหรณ์ก็เลยเสื่อมลงไป”

 

‘อันที่ จริงพ่อสังหรณ์อยู่เหมือนกันว่าเจ้าจะมา  ฟังซีดีของสามวันแรกแล้วสินะ  เจ้าคิดว่ายังไงบ้างล่ะ  พ่อคิดว่าเขาไม่ได้โกหก  แต่ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด’

 

“ฟังแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แหละ  ทำอะไรร่ำไรฉิบหาย”  ชายผมดำยุ่งพูดปัด ๆ  “ฉันคิดว่าไอ้ฉลามสวะนั่นไม่ได้โกหก  แต่มันไม่ได้รู้ทั้งหมด  แกสำคัญตัวไอ้สวะนอวิคอฟ  ซายเซทว่ามากไปหน่อยนะ  มันไม่สำคัญพอที่จะทำให้ไอ้ฉลามสวะช่วยปกปิดอะไรหรอก”

 

‘น่า สนใจ  ถ้างั้นเจ้าหมายความว่ายังไงล่ะกับเรื่องที่เขาไม่ได้รู้ทั้งหมด  อาการของสควอโล่ไม่น่าจะเหมือนกับถูกบิดเบือนความทรงจำนะ  เพราะคนประเภทนั้นมักจะคิดว่าตัวเอง ‘นึกไม่ออก’  รู้สึกเหมือนหัวตัน ๆ หรือขาดอะไรไป  ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาควรจะรู้สึกหวาดระแวงหรือระแคะระคายมากกว่าที่เห็น’

 

“ปัญหา ก็คือแกรู้จักไอ้ฉลามสวะไม่ดีพอ  ถ้ามันคิดจะปกปิดอะไรสักอย่าง  มันจะบอกแกว่า ‘บอกไม่ได้’  แทนที่จะบอกว่า ‘ไม่รู้’ หรือ ‘ไม่เข้าใจ’  ถึงจะเล็กน้อยแต่ไอ้ฉลามหัวเน่านั่นโกหกไม่เป็นหรอก”

 

‘แต่ถ้าเขาไม่ใช่สเพลบี  สควอโล่คนเก่าล่ะ  เจ้าจะเชื่อใจได้ยังไง’

 

“เดี๋ยว ฉันไปถึงก็ดูออกเองนั่นแหละว่ามันใช่ฉลามสวะตัวเก่าไหม”  แซนซัสตอบ  “ข้อสันนิษฐานของฉันก็คือ  ไอ้ฉลามสวะนั่นไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่  ตอนที่มันหนีออกมา  มันรู้ว่ามันเปิดประตู  วิ่งตามโถงทางเดิน  วิ่งขึ้นบันได  และเปิดประตูออกมา  แต่มันไม่รู้ว่าเปิดประตูนั้นออกมาได้ยังไง  นั่นไม่ใช่การบิดเบือนความทรงจำ  และแน่นอนว่าไม่ใช่ว่ามันจงใจปกปิดเพื่อปกป้องไอ้สวะซายเซทว่า  น่าจะเป็นการถูกปิดล็อกความทรงจำมากกว่า


รุ่นที่เก้านิ่งไปชั่ว นาที  ‘ย่อมได้  พ่อจะประกาศอนุญาตให้เจ้าเข้าคฤหาสน์  แต่บอกไว้ก่อนนะแซนซัส  เจ้าอาจจะมั่นใจเกินไป  หรือประเมินนอวิคอฟ  ซายเซทว่าต่ำไปก็ได้  บางทีซายเซทว่าอาจจะมีกลอะไรสักอย่าง  บังคับให้เขาไม่ยอมบอกอะไรก็เป็นได้’

 

“ฉันคิดว่าไอ้สวะซา ยเซทว่าก็มีกลพรรค์นั้นอยู่เหมือนกัน  แต่เท่าที่ฟังจากซีดีที่แกส่งมา  กรณีที่ว่ายังไม่ปรากฏให้เห็น  ฉะนั้นควรจะส่งตัวมันมาให้อยู่ในสายตาและการควบคุมที่วาเรียซะก่อน”

 

‘จะว่าไปแล้ว...  พ่อมีเรื่องอยากจะพูดเรื่องผู้บริหารพิรุณ  ชาร์ล็อตเป็นถึงบุตรสาวบุญธรรมของผู้พิทักษ์—’

 

“ตอน นี้ไอ้สวะชาร์ลมันได้เข้าวาเรียมาแล้วก็แปลว่าประวัติที่มาไม่สำคัญ  ถือว่าเท่าเทียมกัน  ถ้าไอ้ฉลามสวะคิดจะประลองกับมัน  มันก็ต้องทำ  เว้นแต่มันจะยอมลดศักดิ์ศรีถอนตัวกลับไปทำงานที่คฤหาสน์วองโกเล่เอง  เอาเป็นว่าเรื่องนั้นเอาไว้คุยที่หลัง”

 

‘ที่พ่อจะพูดไม่ใช่เรื่อง—’

 

แซ นซัสวางสายไปโดยไม่ฟังคำพร่ำ  เขาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างรถ  เบื้องหลังรั้วเหล็กคือแปลงสวนคฤหาสน์วองโกเล่อันคุ้นตา  รถคันงามที่นั่งมาค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง  ในขณะที่กำลังคำนึงถึงถ้อยคำถามเมื่อครู่ 

 

 

‘แต่ถ้าเขาไม่ใช่สเพลบี  สควอโล่คนเก่าล่ะ  เจ้าจะเชื่อใจได้ยังไง’

 

 

ไอ้ฉลามสวะนั่นจะไม่ใช่คนเก่าได้ยังไง

 

บุคคลที่ไม่ถูกเชื่อใจ  แท้จริงแล้วคือ...

 

 

‘ตกลงแซนซัส...’ 

 

 

จนป่านนี้แล้ว

 

 

‘จะไม่มารับฉันกลับไปสินะ...’

 

 

ไอ้สวะมันก็คิดได้แค่นั้น

 

~

 

ปึง!

 

ชาย ชราผู้คุมตัวฉลามคลั่งอยู่ฟาดลำปืนลงกับโต๊ะดังลั่น  นักดาบร่างโปร่งสะดุ้งสุดกาย  เปลือกตาบางเปิดลืมขึ้นอีกครั้งอย่างระโหยแรง  เส้นเลือดแดงเริ่มปรากฏให้เห็นในดวงตาคู่งามเนื่องจากอาการอดนอน  สควอโล่นั่งโก่งตัวอยู่บนเก้าอี้เล็ก ๆ พลางจับยึดที่ท้าวแขนไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองทรุดครืนลงไปนอนเสียก่อน  ข้อมือถูกพันธนาการด้วยกุญแจมืออย่างแน่นหนาจนยากจะเชื่อว่าครั้งหนึ่งบุรุษ ผู้นี้เคยเป็นมือสังหารหลักแห่งวองโกเล่

 

“อย่าเพิ่งหลับ!”  ผู้คุมตะคอก  เขาขยับปืนในมือด้วยท่าทีขึงขัง  รอยบุ๋มที่ไม่เคยจางหายไปจากหว่างคิ้วแสดงถึงนิสัยเข้มงวดอันแข็งกร้าวของ เจ้าตัว

 

สควอโล่เหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างช้า ๆ  เขารู้จักผู้อาวุโสคนนี้ – เอมิลิโอ  บรูโน่  ผู้พิทักษ์วายุประจำวองโกเล่รุ่นที่เก้า  เขาได้รับมอบหมายให้คอยฟาดปืนข้าง ๆ หูนักดาบหนุ่มทุกครั้งที่เผลอหลับ  สควอโล่นึกอยากแผดเสียงเถียงเหมือนที่ยังทำได้เมื่อสามวันก่อน  แต่ตอนนี้ความง่วงงุนได้ทิ่มแทงไปทั่วร่างเสียจนด้านชา  ทรมานกระทั่งหัวคิดอะไรไม่ออกนอกจากความรู้สึกอยากหลับสักงีบ  อันที่จริงก็ยังเหลือแรงพอที่จะเปล่งเสียงวิงวอนไม่รู้จบ  แต่เขาเป็นนักดาบผู้หยิ่งในศักดิ์ศรีโดยสันดาน  จึงไม่มีวาจาใดหลุดจากกลีบปากแห้งผากแม้เพียงนิด

 

“เอมิลิโอ  พอเถอะ  เดี๋ยวฉันอยากจะคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวหน่อย  ช่วยออกไปสักพักทีนะ”

 

เสียง รุ่นที่เก้าดังขึ้น  และฟังดูเหมือนแว่วจากที่ไกล ๆ สำหรับสควอโล่  เมื่อชายผมเงินเริ่มกวาดตามองหาด้วยประสาทสัมผัสที่เสื่อมลง  นภาแห่งวองโกเล่กลับอยู่ใกล้เพียงรัศมีวงแขน  ส่วนเอมิลิโอนั้นเดินหายไปก่อนที่เขาจะรู้ตัวเสียอีก

 

“ถึง เวลาสอบปากคำ...  อีกรอบ...  แล้วเหรอวะเนี่ย”  หนุ่มผมยาวถามลอย ๆ ด้วยเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน  กระนั้นทุกน้ำคำก็ยังแฝงความเย่อหยิ่งอยู่มิคลาย

 

รุ่นที่ เก้ายิ้มอย่างอ่อนโยน  ความสงสารในดวงตาชายชราจุดประกายโกรธาขึ้นในนัยน์ตาสีวารี  สควอโล่พยายามพยุงกายให้นั่งตรงขึ้นเล็กน้อย

 

“สควอโล่  เธอคิดว่าการไว้ใจกับการเชื่อใจต่างกันมากไหม”  ฟากฟ้าแห่งวองโกเล่เอ่ยถาม

 

วงหน้าเรียวสวยฉายแววสงสัยระคนประหลาดใจ  ดวงตาปรือกะพริบปริบน้อย ๆ  ไม่ทันจะได้ตอบรุ่นที่เก้าก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน

 

“ใน มุมมองของฉัน  การไว้ใจใครสักคน  คือการวางใจว่าสิ่งที่คน ๆ หนึ่งทำคือสิ่งที่ถูก  ทำให้เธอพึ่งพาได้  และเป็นการคาดหวังว่าคนผู้นั้นคือไม่ใช่สิ่งลวงสำหรับเธอ”  ชายชราหยุดชะงักชั่วครู่  “ส่วนการเชื่อใจใครสักคนนั้น  คือความศรัทธา  คือความรู้สึกแน่ใจว่าใครสักคนซื่อสัตย์และจะไม่พยายามจะทำร้ายหรือหลอกลวง เธอ  และความเชื่อว่าคน ๆ นั้นคือความเป็นจริงและความถูกต้อง  และคิดว่าสิ่งที่ใครสักคนตั้งใจจะทำคือสิ่งที่เป็นไปได้”

 

“ตั้งใจจะพูดอะไร...  กันแน่วะ”  สควอโล่พยายามกะพริบตาให้หายง่วง

 

“เธอไว้ใจตัวเองรึเปล่า”

 

สควอ โล่สูดหายใจเข้า  ศีรษะผงกลงอย่างอ่อนแรง  แล้วจึงเปล่งเสียงอย่างเชื่องช้า  “ฉันคิดว่าการวางใจในตัวเองเป็นสิ่งจำเป็น  ไม่อย่างนั้น...  ฉันก็คงจะลงดาบไม่ได้  หรือ...  ทำอะไรไม่ได้เลย”

 

“แล้วเธอ เชื่อใจตัวเองงั้นหรือ  หัวใจของเธอซื่อสัตย์กับตัวเองจริงหรือ  ตัวเธอในตอนนี้คือความเป็นจริง—คือสเพลบี  สควอโล่คนเก่า—ที่จะยอมซื่อสัตย์และภักดีต่อลูกชายของฉันเพียงคนเดียวเท่า นั้นใช่ไหม”

 

แพรผมสีเงินปรกลงมา  วงหน้าเรียวขาวมิได้เงยขึ้นมองบิดาแห่งวองโกเล่  นิ่งดุจซากศพ  แต่แล้วสุ้มเสียงงัวเงียก็ดังขึ้นในที่สุด  “สเพลบี  สควอโล่คนเก่า...?”

 

ชายชราถามต่อ  “แต่ที่สำคัญกว่านั้น  เธอเชื่อใจแซนซัสรึเปล่า”

 

ทัน ใดนั้นประตูก็เปิดผางออก  รุ่นที่เก้าไม่แสดงอาการประหลาดใจแต่อย่างใด  คนที่ได้รับคำอนุญาตให้เข้ามารบกวนการสอบปากคำนั้นมีเพียงผู้เดียว  ผู้อาวุโสผินหน้ามองเงาทะมึนของร่างคุ้นตาที่ธรณีประตู  ส่วนสควอโล่ยังคงนั่งอย่างหมดอาลัยตายอยากและไม่แม้แต่จะปรายตามอง  บานประตูปิดลงอีกครั้ง  เสียงฝีเท้าอันทรงอำนาจ—หนัก—ก้าวเข้ามาหา เขา  ความกดดันภายในห้องเพิ่มขึ้นทุกคราที่รองเท้าของผู้มาเยือนสัมผัสพื้น  ลมหายใจของสควอโล่สะดุดลงฉับพลัน  และไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเหตุอันใดหัวใจยังมีแรงเต้นร่ำทั้งที่กายไร้ กำลัง  สมองตั้งคำถามว่าผู้มาใหม่นี้คือใคร  หากกายกลับล้าเกินกว่าจะขยับ

 

“เงยหน้าขึ้น”

 

คำ สั่งนั้นไม่อาจกระตุ้นให้สควอโล่ตอบสนองทันทีได้  ด้วยว่าผู้ถูกบัญชาไม่อาจระลึกถึงเนื้อเสียงของผู้บัญชา  อย่างไรก็ตาม  จังหวะน้ำคำที่หนักแน่นและปราศจากความปราณีเช่นนี้—ฉลามพลัดถิ่นเริ่มแน่ใจ ในลางสังหรณ์ตนมากขึ้น  ทว่าความลังเลนั้นได้ก่อเกิดจากความไม่เชื่อใจในลางสังหรณ์ตัวเอง

 

สควอโล่ไม่เชื่อว่าคน ๆ นั้นจะมา

 

“ฉันสั่งให้แกเงยหน้าขึ้น  ไอ้ฉลามสวะ!”

 

ดวง หน้าซีดเซียวขยับเงยขึ้นอย่างเนือย ๆ  ตาสบกับนัยน์ตาสีเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วง  ความพิโรธเผาผลาญในน้ำเสียงที่เขาเพรียกหา  สุรเสียงที่ถูกลืมเลือนกระตุ้นหัวใจให้สูบฉีดเลือดอย่างรุนแรงเสียจนน่ากลัว ว่าจะหยุดทำงานกะทันหัน

 

“เรียกชื่อฉัน”

 

สควอ โล่นิ่งไป  นัยน์ตาสีฟ้าซีดวูบไหวราวกับเคยคุ้นกับคำสั่งนี้  คำสั่งที่มีไว้เพื่อสนองการยืนยันในอัตภาพ  เรียวปากขยับเบาบาง  เสียงแตก ๆ ที่เบายิ่งกว่าเสียงกระซิบเล็ดลอดออกมาให้ตรับฟัง  “แซนซัส”

 

วงหน้าคร้ามนิ่งขรึมเป็นหินผา  และสั่งเสียงหนักต่อไป  “ดังกว่านี้”

 

“แซนซัส”  สควอโล่เอ่ยดังขึ้น  สุรเสียงสั่นคลอนราวกับมีคำถามค้างอยู่ในคอ

 

เจ้าของนามยังคงยืนหลังตรง  นัยน์ตาหลุบลงมองอีกฝ่าย  ไม่มีการโน้มกายลงมา  ไม่มีการก้มใบหน้าเพื่อแสดงความเมตตา  “ลุกขึ้น”

 

ลม หายใจสั่น ๆ ลอดผ่านริมฝีปากแห้งผาก  ดวงตาสีน้ำแข็งไม่มีวี่แววสั่นไหว  นิ้วมือจับยึดกับที่ท้าวแขนราวกับจะตั้งท่าพยุงตัวลุกขึ้น  กะพริบตาปริบ ๆ พยายามไล่ความง่วงงุน  ลำตัวขยับน้อย ๆ คล้ายกับจะผละออกจากเก้าอี้แต่ก็ไม่เป็นผล

 

“ไอ้ฉลามสวะ”  สีหน้าของแซนซัสยังคงขมึงตึงเช่นเคย  “ฉันสั่งให้แกลุกขึ้น”

 

รุ่นที่เก้าเอ่ยปราม  “แซนซัส  เขานอนอย่างมากที่สุดก็สองชั่วโมงติดต่อกันมาเป็นเวลาห้าวันแล้ว  แค่ทำตามที่สมองสั่งการก็ยากเต็ม—”

 

ชาย ชราเอ่ยไม่ทันจบ  นักดาบผมยาวก็เหยียดกายขึ้น  ดวงตาปรือราวกับจะหมดสติ  ก่อนจะโงนเงนและทำท่าจะล้มครืนลงไปกับพื้นตรงหน้า  แต่มือหนาก็คว้าท่อนแขนสควอโล่ไว้ได้ทัน  หัวคิ้วของคนผมเงินขยับเข้าหากันน้อย ๆ ราวกับไม่คุ้นเคยในสัมผัสของนิ้วแกร่งดุจคีมเหล็มนี้

 

สควอ โล่เหลือบตาขึ้นมองใบหน้าของผู้เป็นนายเงียบ ๆ  หัวสมองรู้สึกขุ่นมัว  หากในอกกลับรู้สึกเบาหวิว  บางทีนี่อาจจะเป็น...  ความรู้สึกของนกที่หวนคืนสู่รัง

 

ไฟพิโรธในดวงตาสีชาดดับลง ไป  นัยน์ตาแซนซัสมีสีของแอ่งเลือดโดยพลัน  สีที่ไม่สื่อสารความรู้สึกรุนแรงอันใด  หากเป็นสีธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี – สีโลหิต

 

“ก็แค่นั้น”  นายเหนือแห่งวาเรียกล่าวเสียงต่ำ

 

ก็แค่นั้นเองที่ฉันต้องการ

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

กี๊ซซซ์ ไม่ได้เขียนจากมุมของบอสมาตั้งนานแน่ะ! XD (เสียงอเวจี/ว่าแต่เขียนมุมของบอสครั้งล่าสุดนี่เมื่อไรเรอะ? = = ) ตัดฉับตอนที่บอสได้เจอหลามพอดี -w-; (ที่จริงๆก็นั่งangstกันไปมาอยู่หลายย่อหน้า "OTL )

ฟิกนี้หายหน้าหาย ตาไปนาน =/l\=" (ไม่อยากจะเชื่อนิดหน่อยว่าดองมาเดือนนึงแล้ว!) และสืบเนื่องมาจากตอนที่แล้ว... ผู้หญิงไม่เคยเป็นที่ชื่นชอบในฟิกวายจริงๆ เอิ๊กกก XD หนูชาร์ลถูกขับไล่เรียบร้อย (แต่อิไดองเกรงว่าชีคงต้องมีบทต่อไปแหละ)

ตอนนี้อิไดองรู้สึกเหมือน โดนตัวละครปั่นหัวตัวเอง (ยังไม่รู้จะหาจุดจบ.. เอ๊ย บทสรุปของแต่ละตัวยังไงดี) เผลอๆอีกหน่อยมันจะมีโค้ดใหม่เป็น ShK (Shuroch/Kamil)... แต่ก็คงแล้วแต่บุญ(ความอยากยำ)ของอิไดองเท่านั้น XD

 

 

 

เอนี่เวย์ ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกคนที่ยังติดตามค่า :D

 

ท่านMukkuk << บทที่แล้วให้ชาร์ลไปครึ่งตอนก็จริง (ซึ่งมองๆกลับไปก็มีแต่น้ำชัดๆ 55+) แต่บทนี้ก็ยังโผล่มาแบบเงียบๆนิดเดียวเท่านั้นเอง~ XD

*กระซิบ* จะว่าไปแล้วก็อยากเห็นบอสถูกทรยศมากๆเหมือนกัน ฮา

 

ท่านSARAIL << ก็ชาร์ลเป็นตัวละครประเภทหญิงหลบใน(= =?)ไงฮะ =w=b ชีคงถึงวัยเรียกร้องความรักแล้วแหละ ไม่งั้นคงผิดที่บอสเพราะเท่เกินไป(เรอะ? XD )

ชูรอชเป็นลูกคนโปรดอิไดอง ฮา (แต่แลดูผิดบรรยากาศฟิก "OTL) คิดว่านิสัยแบบนี้จริงๆก็เสี่ยงจะถูกคามิลฆ่าตายเหมือนกัน 55+

แต่บอสในบทนี้ดูคู่ควรกับการเป็นพระเอกมากขึ้นแล้วนะ >w

KC (คามิล/ชาร์ล) ฟังดูน่าสนใจดี XD จะว่าไปแล้วอยากรู้เหมือนกันค่ะว่าสองคนนี้มาโคจรพบกันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น 55+ (ใครจะไปรู้อิไดองอาจจะต่อยอดอะไรแปลกๆมาอีกก็ได้ <.<; )

 

ท่านเพลงดวงดาว << อิไดองคงแต่งได้แต่อะไรดาร์กๆแหละค่ะ ^^" (แต่ทำไมรู้สึกยังกะช่วงนี้มันไม่ค่อยดาร์กเท่าไรเลยนะ '_' หรือคิดไปเองหว่า...)

ยังไงก็ตาม ขอบคุณที่ติดตามอ่านฟิกค่า ^^ 

 

ท่านเฟียร์ . Fiar << DSโผล่ๆหายๆอย่างประหลาด =w="

บอส ขรึมขึ้นเพราะว่าคงเป็นช่วงกำลังโต(ก้าวสู่บอสTYL 55+) ไม่ใช่แล้ว.. จริงๆอาจจะแค่เพราะยังไม่ถึงเวลาหื่นกับบ้ากามก็เป็นได้ เอิ๊กกกก

ยังไงก็ตาม ในที่สุดหลามก็ได้เจอบอสแล้ว!! (ตอนจบบท "OTL)  

 

 

 

 

 

 

สุดท้าย... จะ 15 บทแล้ว จขฟช.ไม่อยากเชื่ออออออ =[]=,, !!
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ตอนใหม่มาแล้วๆๆ
/ดีจายยยยยค่า/ >____<

แต่ตอนนี้แอบใช้คอมที่ทำงานอยู่ -_-“”
เดี๋ยวคึกๆจะมาอ่านอีกรอบนะค๊า~ ^_^
#1  by  เพลงดวงดาว At 2009-09-09 09:06, 
บอสขา >///< บอสหวานมาก >///<

ประทับใจในตัวบอสมากเลยค่าที่ไว้ใจสควอโล่และตามมารับแบบนี้ แถมออกคำสั่งแค่ไม่กี่ข้อก็ทำให้น้องหลามจำบอสได้แล้ว


ฉากนี้ฉากเดียวยกโทให้บอสไปเลย ><bbb


XS สุดยอดดดดดด จะชายหญิงหน้าไหนอย่ามาขวางบอสกับหลามนะ ><!!!!
#2  by  Mukkuk At 2009-09-09 12:10, 
อ่านกี่ทีก็สุดยอดอะฟิคไดองเนี้ย โอกกก ชอบ อยากเขียนได้แบบเน้

*โบกธง ป๋าเมีย*
"น่าจะเอามาลองกอดสักคืน-หรือสองคืน ??" wink
ช่างกล้าพูดนะไอ้หนู =_="/อ่านแล้วปึดส์ขึ้นมาเลย อยากยืมปืนบอสมาเป๋าทิ้งจิงๆ

แต่เพิ่งได้กลับมา ก็มาโดนทรมานต่อแบบนี้ สงสารหลามจัง
อ่านช่วงท้ายๆแล้วโฮกจิงๆ จะทรมานขนาดไหน ถ้าเพื่อบอสแล้ว หลามทำได้ทุกอย่างสิน๊า~
/สู้ต่อไป...สควอโล่/ cry
#4  by  เพลงดวงดาว At 2009-09-09 23:39, 
สวัสดีค่า แบบว่า โหลดมาอ่านแล้วตามด้วยการต่อมาจนถึงบดนี้ในรวดเดียวsad smile>>งานการไม่ทำแล้วสินะ
บอสangstมากกกก สงสารหลามไม่ไหวแล้ว
ที่สำคัญ...นึกหน้าShไม่ออก แต่ตอนแรกคิดว่าจะเหมือนจิเอลเรื่องพ่อบ้านดำ แต่ที่ไหนได้ แอบหวังฟันสควอลโล่นี่หว่า...
แก่แดดชะมัด!
อา..อยากให้ป๋าอ่อนโยนกับหนูหลามสักนิดอ่ะน๊า
#5  by  Noir - สอบได้เรื่อยๆ At 2009-09-12 21:52, 
เพิ่งได้มาเจอบล็อคของไดองซังเมื่อวานนี้ เพราะว่ารู้จักบล็อคของคุณมุกก่อน เมื่อวานก็เลยถือโอกาสอ่านคมดาบฯ อย่างตั้งใจตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน

ขออนุญาตฝากตัวเป็นแฟนฟิคชั่นด้วยนะคะ

ไดองซังใช้ภาษาแบบมีจังหวะจะโคนมากกก สวยมากกก ทำให้ชื่นชมอยู่ในใจทุกครั้ง ทุกประโยคที่ได้อ่าน พอมาวันนี้ถึงได้รู้ว่าไดองซังเรียนเรื่องการเขียนอยู่ด้วย ก็ยิ่งชื่นชม

ดีใจมากที่ตัวเองได้มีโอกาสอ่านผลงานของไดองซังนะคะ โดยส่วนตัวฟิคบางคู่ไม่สามารถหาอ่านในภาษาไทยได้ จำต้องเข้าไปขวานขวายหาใน LJ อยู่เป็นประจำ ซึงงานเขียนของไดองซังหลายเรื่องอยู่ในแนวสากลที่ LJ ชอบทำเป็นชาเลนจ์ฟิคเลย cry

ขอบคุณมากนะคะที่ทำประสบการณ์ที่เพิ่งเริ่มอ่านฟิคของ XS เป็นความสุขใจขนาดนี้ จริงๆ นะคะ

ชอบความคิดของสคอลโล่ที่ไม่ได้ยินยอมตั้งแต่แรก กับความซื่อตรงแบบมีเงื่อนไขของแซนซัส รวมไปถึงการเขียนแบบอิงไปกับเงื่อนไขทางจิตวิทยาที่เราชื่นชอบมากๆ อ่านแล้วได้คิดไปด้วยเป็นสิ่งหาได้ยากในฟิคชั่นปัจจุบันนี้ (สะเทือนใจ)

ไม่กล้าเขียนว่าต่อเร็วๆ นะคะ เพราะไม่อยากให้จบแต่ก็อยากอ่านตอนจบ อยากรู้ว่าแซนซัสจะมีกลวิธีแย้มความรู้สึกของตัวเองยังไงไม่ให้เสียความเป็นตัวเองจนเกินไป

ขอบคุณจริงๆนะคะ ที่ให้โอกาสเราได้อ่านงานดีๆ
#6  by  ป้าBB&ลูกชายTP At 2009-11-28 18:35, 
ชอบมากๆเลยเรื่องนี้ เมื่อไหร่จะอัพ บทที่15หว่า

แต่ยังไงก็จะรอน่ะคร้าบบconfused smile
#7  by  xs (222.123.8.210) At 2009-12-05 14:38, 

<< Home