กลับมาจากWellingtonแล้วค่า :D อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าไปงานWriting Festivalมา (จัดตั้งที่Victoria University) โดยรวมก็ไปWriting workshop อ่านงานของตัวเอง+อ่านงานของคนอื่นโดยมีwriterสักคนคอยสอน+วิจารณ์
เนื่องจากเราทำงานแยกกันเป็นกลุ่มๆ คนที่ดูแลกลุ่มของอิไดองเป็นนักกวี (poet) นามว่า James Brown
ซึ่งก็คือคุณคนนี้เอง ถ้าว่างๆอิไดองอาจจะหาหนังสือกลอนหรือshort storiesของเขามาอ่าน
วันนี้ก็เลยจะมาเล่าสู่กันฟังถึงประเด็นบางประเด็นที่เขียนเก็บๆมาระหว่างทำworkshop (แต่เราหาใช่นักเขียนมืออาชีพนะตัวเอง -w-" )
Third narrative(สรรพนามบุรุษที่สาม)เขียนยากที่สุด...
จขบ.ว่ามันเป็นประเด็นที่น่าสนใจดี o.o เนื่องจากความเห็นส่วนตัวจขบ.ว่าสรรพนามบุรุษที่หนึ่งเขียนยากที่สุด - -"
ยังไงก็ตาม เท่าที่คุณJamesสอนมานี้ เขาบอกว่าthird narrativeนั้นยากในการควบคุม เพราะว่ามันจะเขียนในมุมมองใดก็ได้ (เขียนในมุมมองจากภายนอกของตัวละคร หรือเขียนในหัวของตัวละคร etc.) ทำให้เขียนได้ดียาก สมมุติว่าถ้าเขียนมุมมองในหัวของตัวละครตัวหนึ่งอยู่แล้วจะเปลี่ยนเป็นมุม มองของตัวละครอีกหนึ่ง ถ้าไม่ควบคุมออกมาให้ดีคนอ่านเขาก็จะอ่านสะดุดเอาได้
ส่วนใหญ่แล้วจขบ.จะเขียนthird narrative ก็เลยไม่ได้จดจ่อว่ามันยากหรือไม่ แต่ถ้าลองคิดๆดูงานเขียนสมัยConfusion&Curiosity(DGM)โน้นเนี่ย ถึงจะเขียนแบบthird narrative แต่มันก็มีความคิดตัวละครแทรกเยอะแบบสุดๆ XD (ก็เหมือน1st narrativeสลับๆไปมายังไงชอบกล) จนถึงช่วงท้ายๆฟิกFirst Lust, Last Love(Gazetto)มาจนถึงBlade of Perfection(KHR)ที่จขบ.เน้นบรรยายมากขึ้นก็เลยพอจะเข้าใจว่าthird narrativeเขียนยาก(และคงไม่ได้คิดไปเองว่าตัวเองตัดฉากซะบ่อยเกิ๊น... แลดูเหมือนตัดปัญหาไปในตัวยังไงชอบกล XD)
จขบ.ไม่ถนัดเขียน1st narrativeอย่างแรงเพราะว่า1st narrativeเป็นการเขียน"เสียง"ของตัวละคร(ไม่ใช่เสียงของคนเขียน) และจขบ.รู้สึกว่าเวลาเขียนมุมมองของตัวละครสักตัวจะรู้สึกอยู่เรื่อยๆว่ามัน"ไม่ใช่" =w=" ประมาณว่า... ตัวละครตัวนี้มันไม่ได้คิดพิรี้พิไรขนาดน๊านนน ส่วนมากก็เลยรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเขียน1st narrativeทีไรจะล่มทุกที ในขณะที่อิไดองว่า2nd narrativeน่ะมันมีฟีลที่เฉพาะตัวและใช้ได้แค่สถานการณ์ที่เหมาะสม ข้าน้อยก็เลยเขียน2nd narrativeได้คล่องตัวกว่า
Write what you know, or write what you don't know?
ข้อถกเถียงตลอดกาลของนักเขียน XD คิดว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยิน(มั้ง)
คุณJames คิดว่าเขียนในสิ่งที่ไม่รู้ก็เป็นสิ่งที่ดีเหมือนกันล่ะ เขาเห็นด้วยกับนักเขียนElizabeth Knoxว่า... เขียนนิยายออกมาก่อน แล้วค่อยไปresearchในเกร็ดที่อยากจะรู้ทีหลัง
แต่แน่นอนว่าก่อนเขียนก็ต้องรู้ก่อนอยู่แล้วว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไร ในที่นี้หมายถึงข้อมูลยิบๆย่อยๆอย่าง... ช่วงยุคสมัยที่เราเขียนนั้นคนเขาจับปลากันยังไง เป็นต้น
เพราะบางครั้งนักเขียนที่ทำresearchก่อนเขียน มักจะใส่ข้อมูลที่ไม่จำเป็นลงไปในนิยาย (หลายคนน่าจะมีบางครั้งที่อ่านอะไรแล้วรู้สึกว่า... ข้อมูลเล็กๆน้อยๆโน่นนี่ไม่จำเป็นต้องเขียนบอกก็ได้ล่ะ) ในขณะที่ถ้าเขียนก่อนresearch ก็จะมีข้อมูลแบบพอดีๆ
ส่วนตัวจขบ.คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องรู้ในสิ่งที่เขียน คนเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนโศกสลดที่จะเขียนในสิ่งที่เศร้า ถ้าตระหนักในถึงตัวตนของความเศร้าก็เขียนได้แล้วล่ะ
Show, don't tell
กฏเบสิคที่นักเขียนทุกคนควรจะรู้ ซึ่งจขบ.ห่วยในการตามกฏนี้อยู่เรื่อยๆแหละ เอิ๊กกก XD (ทั้งที่อจ.ทั้งคนเก่าและใหม่.. ก็ย้ำกับอิไดองมา 3 ปีได้แล้ว "OTL)
วิธีนี้หมายถึงการเขียนในสิ่งที่เกิดขึ้น(เป็นการ"แสดง"ให้คนอ่านเห็น) และหลีกเลี่ยงกันบอกเล่าทั่วๆไป (เช่น แทนที่จะเขียน "วันนี้มีคนโทรมาหาพ่อแม่เธอเหมือนเช่นทุกวัน" ก็เขียน "โทรศัพท์ดังขึ้น เธอเดินไปรับ บลาๆๆ" ) ซึ่งการใช้วิธีนี้คนอ่านมักจะเดินตามเหตุการณ์ไปพร้อมๆกับตัวละคร มีอะไรน่าติดตามมากกว่าบอกเล่ากันตรงๆว่าอะไรเป็นอะไร
วันนี้เข้ามาแปะโน้ตแค่นี้ล่ะฮะ จขบ.ไม่ค่อยว่าง ^^" โน้ตอื่นๆมันก็เกี่ยวกับการเขียนpoetryซะมากกว่า วันนี้อิไดองเข้ามาพูดเกี่ยวกับproseก็พอแล้ว
ยังไงก็ตาม... ออกความเห็นกันได้ตามต้องการค่า XD
ปล. Bill Manhireที่เป็นpoet+short stories writerชื่อดังสอนอยู่ที่Victoria Uni อยากได้อยู่กลุ่มเขาเหมือนกันล่ะแต่ท่าทางจขบ.จะมีบุญไม่พอ = =;
ปปล. จขบ.เพิ่งรู้ว่าอจ.สอนภาษาอังกฤษตัวเองก็เป็นwriterกับเขาเหมือนกัน o.O แต่มีpennameแบบลับสุดยอด (จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่าตกลงมันคืออะไรกันแน่... แต่ท่าทางชีจะต้องเป็นpoetหรือShakespeare essays writerอะไรแบบนี้แน่ๆเลยอ่ะ เอิ๊กกกกกก)