2009/Jun/27

ทุกๆคนก็คงเข้าใจความรู้สึกของการถูกเกลียด ไม่ชอบขี้หน้า รำคาญ หรือถูกปฏิเสธ

ในขณะเดียวกันพวกเราทุกคนก็คงจะเข้าใจความรู้สึกรัก ชอบ หลง และก็การอยากเป็นที่ยอมรับ

และท้ายที่สุด พวกเราทุกคนก็น่าจะเคยถูก"โน้มน้าวจิตใจ"ด้วยเหมือนกัน ไม่มากก็น้อย

 

ปีนี้จขบ.ได้อ่านหนังสือเรื่อง The Bluest Eye เขียนโดย Toni Morrison (ชีได้รางวัลNobel for literatureปี1993) ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงผิวดำที่อยากได้ดวงตาสีฟ้า และหนึ่งในหัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่"การเหยียดผิว(racism)" แต่เป็น"การรังเกียจผิวตัวเอง(racial self-loathing)"

 

ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็ทำให้จขบ.นึกถึงเพื่อนชาวเอเชียมากกว่าหนึ่งคนที่ไม่ชอบ"ความเป็นเอเชีย" บ้างก็เป็นคนที่เกิดที่นิวซีแลนด์ก่อนจะกลับไปเรียนฮ่องกง(แล้วค่อยกลับมานิวซีแลนด์อีกที) บ้างก็จากบ้านเกิดมาอยู่เมืองนอกตั้งแต่เด็กๆ(ตอนอายุ2-4ขวบ) บ้างก็จากเมืองไทยมาเรียนเมืองนอกตอนเพิ่งก้าวสู่วัยรุ่นใหม่ๆ พวกเขามีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันก็คือไม่ชอบพูดภาษาชาติตัวเอง

 

และจขบ.คิดว่ามันไม่ใช่อะไรที่หายาก ถ้าหากจะดูคนดำที่มีชื่อเสียงหลายๆคน ที่พยายามรักษาผิวตัวเองให้ขาว มีมากกว่าหนึ่งคนล่ะค่ะ ที่ตอนเข้าวงการใหม่ๆ ผิวจะดำอย่างเห็นได้ชัด พออยู่ไปสักพัก ผิวจะเริ่มขาวขึ้น... ขาวขึ้น - -"

 

หนึ่งในทัศนคติตายตัวบนโลกนี้ก็คือสีขาว=ความสวยงาม, ความดี เช่นเดียวกับความผอม=ความสวย หรือความบริสุทธิ์=สีขาว ซึ่งก็มีให้เห็นได้ดาษดื่นทั่วไป ทั้งในการ์ตูนดิสนีย์และตุ๊กตาบาร์บี้ เพราะอย่างนี้จขบ.ถึงเลือกใช้ว่า"ทัศนคติตายตัว"มากกว่า"อคติ" หรือก็คือคนเรามักมองเรื่องแบบนี้ไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ไม่ได้อคติหรือรังเกียจเดียดฉันท์อะไรเป็นพิเศษ

คนที่เขียนประวัติศาสตร์สมัยก่อนก็มักจะเป็นคนขาว เช่นเดียวกับที่คนบันทึกประวัติศาสตร์มักจะเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง

คนดำเคยตกเป็นทาสในประวัติศาสตร์ คนดำเคยไม่มีสิทธิหลายต่อหลายอย่าง (และมันยังคงเป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่นั้น แล้วแต่จะคิดกัน)

สีดำถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความชั่ว สีดำถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของหลายต่อหลายอย่างในแง่ลบ (ความเดียวดาย, ความทมิฬ, ผี)

 

และจขบ.คิดว่าสิ่งที่กล่าวมานี้ไม่ได้มีอะไร"ใหม่"เลย มัน"เก่า"มาก จนบางครั้งรู้สึกว่าโดนละเลยไปเสียแล้ว ฉะนั้นขอให้ลองทบทวนนึกดูแล้วกันนะคะ

 

 

ถ้าหากว่า"การเป็นตัวเอง" คือสิ่งที่ถูกเกลียดหรือปฏิเสธ

ถ้าหากว่าสิ่งที่ตัวเองรักและอยากให้เป็นที่ยอมรับ คือ"ตัวเอง"

และถ้าหากว่าสังคมเป็นสิ่งที่"โน้มน้าว"ว่า"สิ่งที่ตรงข้ามกับตัวเอง"คือความดีงาม

 

ก็คงจะทำให้เข้าใจได้ว่า"เพราะเหตุใด"คนบางกลุ่มถึง"เลี่ยง"ไม่ให้ตัวเอง"เหมือน"คนเชื้อชาติตัวเอง

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เคยแปลกใจอยู่เหมือนกันที่บางคนเป็นเอเชียแท้ ๆ แต่บอกว่าตัวเองไม่ใช่ เพราะโตในอเมริกาsad smile Hot! Hot!
#1  by  Daughter Of Sparda At 2009-06-27 15:08, 
เท่าที่เฮเห็น คนบนโลกก็คือคน ไม่ว่าจะชาติไหน ยศไหน รวยจน เกิดจากที่ตอนไหนของโลก สันดานของคนก็ไม่ทิ้งคำว่าคนไปได้ ...

สิ่งที่ไม่เข้าใจก็คือ ... ทำไมคนยังมองคนอื่นไม่เหมือนคนอีก -*-
#2  by  pierce At 2009-06-27 18:11, 
อ่านบล็อคไดองทีไรได้เเง่คิดดีๆกลับไปคิดกันทุกทีเลย

สังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวันนี้ มีหลายเรื่องที่เราทุกคนต่างซึบซับกันไปอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งบางครั้งก็ถูกเเละหลายครั้งที่ก็ผิด เเต่ด้วยความที่เลี่ยงไม่ได้เราคงต้องจำเป็นทำตามค่านิยมของสังคมนั้นๆ โดยบางทีก็เป็นการฝืนตัวเองอย่างไม่รู้ตัวเหมือนกันนี่นะ

คำว่า " พอ " ในฐานะมนุษญ์คนหนึ่งน่ะ มันหายากน่าดูเลยนะ Hot! Hot! Hot!
#3  by  Kyo suzuki At 2009-06-27 22:58, 
นี่แหละน๊า...สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน (เฮ่อ...)

Hot!
#4  by  ~Ayu_Ma'[Zou]~ At 2009-06-28 05:11, 

<< Home