ในขณะเดียวกันพวกเราทุกคนก็คงจะเข้าใจความรู้สึกรัก ชอบ หลง และก็การอยากเป็นที่ยอมรับ
และท้ายที่สุด พวกเราทุกคนก็น่าจะเคยถูก"โน้มน้าวจิตใจ"ด้วยเหมือนกัน ไม่มากก็น้อย
ปีนี้จขบ.ได้อ่านหนังสือเรื่อง The Bluest Eye เขียนโดย Toni Morrison (ชีได้รางวัลNobel for literatureปี1993) ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงผิวดำที่อยากได้ดวงตาสีฟ้า และหนึ่งในหัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่"การเหยียดผิว(racism)" แต่เป็น"การรังเกียจผิวตัวเอง(racial self-loathing)"
ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็ทำให้จขบ.นึกถึงเพื่อนชาวเอเชียมากกว่าหนึ่งคนที่ไม่ชอบ"ความเป็นเอเชีย" บ้างก็เป็นคนที่เกิดที่นิวซีแลนด์ก่อนจะกลับไปเรียนฮ่องกง(แล้วค่อยกลับมานิวซีแลนด์อีกที) บ้างก็จากบ้านเกิดมาอยู่เมืองนอกตั้งแต่เด็กๆ(ตอนอายุ2-4ขวบ) บ้างก็จากเมืองไทยมาเรียนเมืองนอกตอนเพิ่งก้าวสู่วัยรุ่นใหม่ๆ พวกเขามีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันก็คือไม่ชอบพูดภาษาชาติตัวเอง
และจขบ.คิดว่ามันไม่ใช่อะไรที่หายาก ถ้าหากจะดูคนดำที่มีชื่อเสียงหลายๆคน ที่พยายามรักษาผิวตัวเองให้ขาว มีมากกว่าหนึ่งคนล่ะค่ะ ที่ตอนเข้าวงการใหม่ๆ ผิวจะดำอย่างเห็นได้ชัด พออยู่ไปสักพัก ผิวจะเริ่มขาวขึ้น... ขาวขึ้น - -"
หนึ่งในทัศนคติตายตัวบนโลกนี้ก็คือสีขาว=ความสวยงาม, ความดี เช่นเดียวกับความผอม=ความสวย หรือความบริสุทธิ์=สีขาว ซึ่งก็มีให้เห็นได้ดาษดื่นทั่วไป ทั้งในการ์ตูนดิสนีย์และตุ๊กตาบาร์บี้ เพราะอย่างนี้จขบ.ถึงเลือกใช้ว่า"ทัศนคติตายตัว"มากกว่า"อคติ" หรือก็คือคนเรามักมองเรื่องแบบนี้ไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ไม่ได้อคติหรือรังเกียจเดียดฉันท์อะไรเป็นพิเศษ
คนที่เขียนประวัติศาสตร์สมัยก่อนก็มักจะเป็นคนขาว เช่นเดียวกับที่คนบันทึกประวัติศาสตร์มักจะเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง
คนดำเคยตกเป็นทาสในประวัติศาสตร์ คนดำเคยไม่มีสิทธิหลายต่อหลายอย่าง (และมันยังคงเป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่นั้น แล้วแต่จะคิดกัน)
สีดำถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความชั่ว สีดำถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของหลายต่อหลายอย่างในแง่ลบ (ความเดียวดาย, ความทมิฬ, ผี)
และจขบ.คิดว่าสิ่งที่กล่าวมานี้ไม่ได้มีอะไร"ใหม่"เลย มัน"เก่า"มาก จนบางครั้งรู้สึกว่าโดนละเลยไปเสียแล้ว ฉะนั้นขอให้ลองทบทวนนึกดูแล้วกันนะคะ
ถ้าหากว่า"การเป็นตัวเอง" คือสิ่งที่ถูกเกลียดหรือปฏิเสธ
ถ้าหากว่าสิ่งที่ตัวเองรักและอยากให้เป็นที่ยอมรับ คือ"ตัวเอง"
และถ้าหากว่าสังคมเป็นสิ่งที่"โน้มน้าว"ว่า"สิ่งที่ตรงข้ามกับตัวเอง"คือความดีงาม
ก็คงจะทำให้เข้าใจได้ว่า"เพราะเหตุใด"คนบางกลุ่มถึง"เลี่ยง"ไม่ให้ตัวเอง"เหมือน"คนเชื้อชาติตัวเอง