เพราะฉะนั้นการตั้งความหวังถึง"The World without Eating Disorders" ก็ไม่ได้ง่ายไปกว่าการคาดหวัง"The World without a war"หรอกค่ะ
แต่เพราะจขบ.ไม่อยากเลิกหวัง ก็เลยเขียนบทความเกี่ยวกับEating Disordersออกมา ปกติไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจได้ แต่ก็อยากแสดงความเชื่อส่วนตัวที่ว่า ถ้าหากมนุษย์เราไม่ถูกใครทำร้ายก่อน ก็คงจะไม่ทำร้ายตัวเองหรอกค่ะ
จขบ.ไม่อยากให้ความทรมานของผู้ป่วยEating Disordersต้องโดนสังคมเมินเฉย/กล่าวหาผิดๆ เพราะอย่างนั้นขอแค่มีคนเข้าใจEating Disordersเพิ่มขึ้นสักนิดจากการอ่านentryนี้ก็ดีใจแล้วค่ะ
"It takes over her mind, she was incapable of thinking. So we lost her... a long time before we actually, physically, lost her. It was just--it was just awful. And everyday in her life was painful. There was no joy in her life whatsoever. She was the Eating Disordered, you know. She’d became the Eating Disordered."
- Jill Charron ( http://www.nationaleatingdisorders.org/about-us/ )
สืบเนื่องมาจากEntryที่แล้ว
ถึงแม้ผู้ป่วยโรคEating Disordersจะไม่ผอม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทรมาน...
การเป็นEating Disordersไม่จำเป็นต้องผอมค่ะ
คนที่เป็นAnorexicอาจจะมองออกง่ายกว่าในสังคม เพราะว่าผู้ป่วยประเภทนี้เน้นลดน้ำหนัก (ตามหลักการแพทย์ คนที่มีBMIต่ำกว่า17.5ถือว่าAnorexic)
แต่Anorexia nervosaไม่ใช่Eating Disordersประเภทเดียวที่มีอยู่
ผู้ป่วยEDส่วนใหญ่ไม่แสดงตัวค่ะ และถึงจะมีBMIสูงกว่า17.5หรือแม้กระทั่งน้ำหนักเกินมาตรฐานก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทรมานน้อยไปกว่าเหล่าผู้ป่วยที่มีBMIต่ำกว่า17.5เลย
ความผอมไม่ได้วัดความทรมานของผู้ป่วยEDค่ะ
Bulimicที่อาเจียนก็มีโอกาสเสี่ยงตายไม่ได้น้อยกว่ากันเลย อันตรายต่อหัวใจมากค่ะ
แล้วสำหรับผู้ป่วยโรคCompulsive Overeating(COE)ที่ต้องกินอาหารปริมาณมากโดยที่ไม่รู้ว่าจะหยุดเมื่อไร หยุดยังไง และควบคุมตัวเองไม่ได้... จะเรียกได้หรือว่าทรมานน้อยกว่า?
อัตราการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคนี้สูงมากค่ะ การไม่เห็นความสวยงามของตัวเองก็ทำให้ไม่เห็นความสวยงามของการมีชีวิตอยู่ไปด้วย ฉะนั้นการเป็นโรคEating Disordersไม่ได้หมายความว่าเป็น"แค่"โรคEating Disordersนะคะ แต่หมายถึงการเป็นโรคซึมเศร้า(Major depression) โรคย้ำคิดย้ำทำ(Obsessive Compulsive Disorder) และปัญหาด้านจิตใจอื่นๆด้วย
ผู้ป่วยEating Disordersไม่ได้มองว่าคนน้ำหนักปกติ"อ้วน"สักหน่อย...
"ผู้ป่วยEDน่ะคิดว่าทุกคนบ้า ตัวเองเท่านั้นที่ปกติ"
"คนที่เป็นAnorexicน่ะมองว่าคนปกติอ้วนเกินไป"
ผิดค่ะ
ผู้ป่วยEDมองว่าตัวเองอ้วนเกินไปต่างหาก เพราะฉะนั้นอย่าโทษคนที่เกลียดตัวเองมากไปกว่านี้เลย
อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ผู้ป่วยEDทุกคนจะเป็นแต่ก็ไม่ได้หายากก็คือ Body Dysmorphic Disorder (BDD) ซึ่งก็คือการมองตัวเองผิดรูปร่างไปจากความจริง มากน้อยต่างกันแล้วแต่บุคคล
คนเป็นโรคAnorexia nervosaสามารถมองคนที่น้ำหนักปกติแล้วคิดว่าเขาเพอร์เฟ็คแต่มองตัวเองอ้วนค่ะ เพราะอย่างนั้นการพูดว่า "ถ้าเธออ้วนฉันก็เป็นโรคอ้วนแล้ว!" มันสะเทือนจิตใจได้นะคะ ถึงแม้ว่าใครจะพูดยังไงผู้มีBDDก็มองในสิ่งที่ตัวเองเห็นค่ะ บางคนเป็นหนักขนาดไม่อยากมองตัวเองในกระจก ในขณะที่บางคนเช็ครูปร่างตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอย่างหมกมุ่น
ขออนุญาตยัดประเด็นอื่นเล็กๆ การ์เดี้ยนของจขบ.เคยทำการทดลอง ถ่ายรูปคนทั้งชั้นที่ยืนเรียงกัน (นร.ธรรมดานะคะ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคทางจิตแต่อย่างใด) แล้วprintภาพออกมาเป็นต้นแบบเพื่อตัดรูปร่างออกมาในกระดาษขาว และวางเรียงกันจากอ้วนสุดไปผอมสุด ให้คนในชั้นแต่ละคนเดาเอาว่ารูปร่างไหนเป็นของตัวเอง ผลปรากฏว่าทุกคนในชั้นเลือกกระดาษชิ้นที่ขนาดใหญ่กว่าตัวเองหมดค่ะ... สรุปก็คือจริงๆแล้วคนเราก็มองตัวเองอ้วนกว่าปกตินะเนี่ย?
กินอาหารจำนวนปกติไม่ได้ความว่าไม่ได้เป็นโรคEating Disorders...
ผู้ป่วยEating Disordersบางคนดูเหมือนไม่ได้อดอาหาร เพราะกินอาหารขนาดจานปกติทั่วไป(หรือกึ่งปกติ) แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่ารับประทานแคลอรี่ในปริมาณที่ร่างกายสมควรได้รับค่ะ อาจจะอยู่ในระดับที่ขาดสารอาหารได้เช่นกัน
อีกอย่าง เคยได้ยินเกี่ยวกับสัญชาตญาณการเอาตัวรอด(survival instinct)ใช่ไหมคะ? ความรู้สึกที่อยากจะเขมือบอาหารมากๆหลังจากอดมาเป็นเวลานานก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ
ทั้งนี้ทั้งนั้น จำนวนที่พวกเขากิน ไม่ได้วัดความเสียหายของจิตใจค่ะ
คนแต่ละคนก็กินแตกต่างกันอยู่แล้ว ผู้ป่วยEDเองก็เช่นกัน บางคนกินน้อย บางคนกินปกติแล้วไปล้วงคอ/ออกกำลังกาย/ใช้ยาถ่ายทีหลังก็มี
Love-hate relationship with Eating Disorders...
ผู้ป่วยโรคนี้สามารถเกลียดEating Disordersได้สุดจิตวิญญาณ ในขณะเดียวกันก็สามารถรักมันเกินกว่าจะทิ้งมันไปเช่นกัน ฉะนั้นการรักษาโรคนี้จะหายได้ต่อเมื่อผู้ป่วย"พร้อมและกล้าพอ"ที่จะอยู่โดยไม่มีED
คนเป็นโรคEDส่วนมากคือวัยรุ่น จขบ.มีความเห็นส่วนตัวว่านั่นมาจากความเปราะบางของวัยรุ่น/วัยเด็ก ไม่ได้คิดว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าอะไรผิด-ถูก หรือตามกระแสนิยม เพราะเคยดูdocumentary "I'm a Child Anorexic" มีเด็กคนหนึ่งบอกว่ารูปร่างที่เขาต้องการนั้นเป็นภาพอุดมคติในหัว และไม่ได้ดูนางแบบในนิตยสารเลยด้วยซ้ำ
และถึงแม้ว่าผู้ป่วยEDจะรู้ว่าโรคที่ตัวเองเป็นอยู่มีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต อีกทั้งยังส่งผลเสียถาวรต่อร่างกาย (ถึงรักษาหายได้แต่เด็ก โตขึ้นก็จะมีปัญหาเรื่องการเจริญเติมโต วัยเจริญพันธุ์มาช้า ฯลฯ) แต่พวกเขาก็พบว่ามันยากมากที่จะรักษาให้หาย หลายคนก็ไม่หายเลยด้วยค่ะ
พวกเขารักEDเพราะมันเป็นสิ่งที่ช่วยผ่อนบรรเทาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นการหนีความจริงชนิดหนึ่ง เป็นหนทางระบายความทุกข์และความโกรธ และช่วยสร้างระบบให้กับชีวิต(ที่หลุดจากการควบคุมในทางไหนสักทาง)ของพวกเขา
ส่วนในจุดที่เกลียดนั่น... จขบ.พูดไม่ถนัด บางทีอาจจะแล้วแต่ผู้ป่วยแต่ละคน แต่เท่าที่รู้มา ผู้ป่วยEDอยากจะหายจากโรคนี้เพราะมันทำให้พวกเขาไม่เคยพอใจในตัวเอง EDทำให้คนในสังคมตัดสินเขาผิดๆ EDทำให้เขาทรมาน และEDทำให้เขาเกลียดตัวเอง
ลืมจุดที่ควรบอกตั้งแต่Entryที่แล้ว...
จขบ.ลืมบอกไปว่าสาเหตุของโรคEDสามารถมาจากพันธุกรรมได้ด้วยค่ะ ไม่ใช่แค่ปัญหาในชีวิตและความเปราะบางของจิตใจ
FAQ about Eating Disorders...
เนื่องจากEntryที่แล้วมีคนถามบางคำถามที่คิดว่าควรตอบมาให้หลายๆคนรู้กัน ณ ที่นี้ด้วยน่ะค่ะ
- อาการโฟเบียกลัวส้ม กลัวเงาะ etc. เป็นความผิดปกติมั้ย?
Phobiaเป็นอาการป่วยทางจิตค่ะ เป็นประเภทหนึ่งของAnxiety Disorders
Phobiaคือความกลัวอย่างใดอย่างหนึ่งสุดขั้ว และมีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรง เช่น ถ้าใครคนหนึ่งมีโฟเบียเกี่ยวกับเงาะมากๆ เขาอาจจะไม่กล้ามองเงาะ จะตื่นตระหนกเมื่อได้กลิ่นเงาะ บางทีเป็นรุนแรงถึงขั้นเลี่ยงการเดินตลาด/ซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นเงาะ
แต่Phobiaเป็นคนละเรื่องกับEating Disordersค่ะ สมมุติถ้าใครคนหนึ่งเป็นAnorexic บางทีเขาอาจจะคิดว่าเงาะ 100 กรัมมีกี่แคลอรี่ และอาจจะเอามันเคี้ยวเข้าปากพอให้รู้รสและคายออกเพราะไม่อยากกินมันลงท้อง
- เมืองไทยไม่ค่อยมีโรคEDใช่ไหม? คนที่เมืองนอกเป็นมากกว่า
เรื่องของสถิติจขบ.ไม่ทราบค่ะ แต่คิดว่าคนที่เมืองไทยก็เป็นพอสมควร แค่คนทั่วไปอาจจะไม่รู้เท่านั้นเอง อีกอย่างคนเอเชียก็ตัวเล็กกว่าคนฝรั่งอยู่แล้ว ถึงจะเป็นก็ใช่ว่าจะมีใครสะกิดใจค่ะ คิดว่าแค่เป็นคนตัวเล็ก/ผอมธรรมดา(ถ้ายังไม่ผอมมากๆจริงๆน่ะค่ะ) อีกอย่างในentryนี้ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าผู้ป่วยEDไม่จำเป็นต้องผอม และจำนวนอาหารที่กินก็ไม่ได้ตัดสินความรุนแรงของEDที่มีอยู่ค่ะ
สุดท้ายเอาDocumentary "I'm a Child Anorexic" มาให้ดูกันค่ะ
ถ้าใครว่างก็จิ้มดูที่เหลือได้ตามสบายค่ะ ^o^
"Like most people, we wanted love and security and feared their absence. But we also yearned for accomplishment, recognition, and a sense that out lives were meaningful."
- Kate Taylor (จากหนังสือ Going Hungry)
Credits:
- National Eating Disorders Association
- [Book] Going Hungry เขียนโดยนักเขียน19คนที่เคยทรมานจากโรคAnorexia, edited by Kate Taylor
- เพื่อนผู้ทรมานจากEDที่จขบ.ไม่มีความสามารถที่จะช่วยเขาได้เพียงพอ
- การ์เดี้ยนของจขบ.เอง
- [Documentary] I'm a Child Anorexic
- นอกนั้นคงไม่พ้น wikipedia และความรู้ที่เคยสะสมมาเอง XD
สุดท้ายอยากจะบอกว่า... จขบ.ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ อาจจะไม่รู้ดีเท่าใครอีกมากมาย ถ้าหากมีสิ่งใดผิดพลาด ก็ขออภัยล่วงหน้านะคะ สามารถชี้แนะได้เต็มที่ค่ะ ^^
ปล. จขบ.ดีใจมากๆค่าที่คนพบว่าบทความEDมีประโยชน์ >__<,,
ยังไงก็ขอบคุณมากๆนะค๊า~