2009/Jun/12

ถ้าใครอ่านentryนี่จบก็ขอบคุณมากๆค่ะ (จขบ.ตระหนักว่าเอ็นทรี่นี้ยาว) วันนี้ไม่รดน้ำต้นไม้ก็ได้ ไม่เมนต์ก็ไม่เป็นไร แต่อ่านสักนิดก็ดีเน่อ

เอาเป็นว่าในวันนี้จะมาพูดถึงอาการป่วยทางจิตที่ถูกสังคมมองอย่างผิดๆ ซึ่งเป็นอาการป่วยทางจิตที่ฆ่าคนมากขึ้นทุกปีมากกว่าอาการป่วยทางจิตไหนๆ

 

 

 

Eating Disorders คืออาการผิดปกติทางการกิน ที่มีให้เห็นบ่อยที่สุดคือAnorexia nervosa(ความไม่อยากอาหารและอดอาหาร)กับBulimia nervosa(อยากอาหารมากผิดปกติและล้วงคออาเจียน) เป็นโรคที่ถูกสังคมปักใจเชื่อว่ามีแรงกระตุ้น/แรงโน้มนาวมาจากกระแสนิยมทางสื่อmedia เช่น พวกนางแบบแฟชั่น ฯลฯ อีกทั้งยังถูกมองว่าEating Disordersเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ"น้ำหนัก"ล้วนๆ

แต่... มันไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นแบบนั้นหรอกค่ะ หัวใจของโรคนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วยซ้ำ

 

 

จขบ.ได้ยินเกี่ยวกับโรคนี้เป็นครั้งแรกเพราะคนเคยพูดถึงAnorexicในการสนทนาแบบขำๆเป็นกันเอง("Oh my God, she's so skinny! Anorexic!") ตอนนั้นไม่เคยคิดจะใส่ใจเพราะความ"กลัวอ้วน"และ"diet"ออกจะเป็นเรื่องไม่สำคัญในความเห็นของจขบ.เท่าไร

ต่อมาก็ได้สนใจเกี่ยวกับโรคนี้อีกทีตอนที่การ์เดี้ยนบอกว่าเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับคนที่เป็นEating Disorders

นอกจากนั้นจขบ.ก็มารู้ว่านร.คนหนึ่งที่รร.เคยเป็นAnorexicจนกระทั่งต้องย้ายไปรักษาอยู่ออสเตรเลียปี-สองปี ก่อนจะกลับมาเรียนที่โรงเรียนเดิมได้ แถมยังได้รู้ว่ามีนร.คนอื่นไม่กี่คนก็เป็นAnorexicและออกจากรร.ไปเหมือนกัน

แล้วหลังจากนั้นจขบ.ก็มีเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นโรคนี้

สรุป... Eating Disordersอยู่ใกล้ตัวและแพร่หลายมากกว่าที่หลายคนคิดค่ะ

เกือบ 11 ล้านคนในโลกทุกข์ทรมานจากAnorexiaและBulimia และอีกหลายล้านที่ทรมานจากBinge Eating Disorder(รับประทานอาหารปริมาณมากผิดปกติโดยที่ควบคุมไม่ได้)

หลายคนคิดว่าโรคนี้เกิดขึ้นกับผู้หญิงเท่านั้น แต่จริงๆแล้วEating Disordersเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ(ส่วนใหญ่เป็นหญิง) ทุกวัย(ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น) ทุกเชื้อชาติ และทุกฐานะ

 

เริ่มแรก ปัญหาของEating Disordersไม่ใช่น้ำหนัก...

โรคAnorexic nervosa--หรือบางทีแปลว่า"โรคกลัวอ้วน/โรคคลั่งผอม" ผู้ ป่วยจะกังวลว่าวันนี้น้ำหนักเท่าไร กินไปแล้วกี่แคลอรี่ และจะออกกำลังกายติดต่อกันนานเพื่อลดน้ำหนักให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บางทีใช้ยาถ่ายเป็นเครื่องช่วยเพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่ต้องซึบซับอาหาร

แต่แค่ความรู้สึกที่ว่า"อยากผอม"จะทำให้Anorexia nervosaกลายเป็นโรคป่วยทางจิตที่มีอัตราการตายสูงที่สุดหรือ? ทำไมแค่"อยากลดความอ้วน"จะต้องทำให้คนเราผลักดันตัวเองจนเป็นAnorexia nervosaขั้นรุนแรง ทำให้ร่างกายอ่อนแอถึงขั้นหัวใจวายตาย ฟันผุ ผมร่วง โลหิตจาง และอดอาหารจนตายด้วยล่ะ? (ในกรณีของBulimiaก็ตายได้ถ้าอาเจียนผิดวิธีแค่ครั้งเดียว หรือกินมากๆจนกระเพาะแตกตาย)

เหตุผลก็คือ... รากเหง้าของปัญหาที่ผู้ป่วยEDนั้น เกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองอย่างต่อเนื่อง ความมั่นใจตัวเองที่ต่ำถึงขีดสุด และการแสวงหาความสมบูรณ์แบบ

ผู้ป่วยEDหลายคนเคยถูกทารุณกรรม(ทางเพศ/ทางจิตใจ/ทางร่ายกาย) ถูกแกล้ง/ล้อที่รร. พวกเขามักจะรู้สึกว่าตัวเองขาดความรัก

เพราะฉะนั้นผู้ป่วยEDมีปัญหาอื่นๆที่ลึกกว่าแค่ความรู้สึกที่ว่า"อยากสวยและอยากผอม"ค่ะ

มันมีความแตกต่างระหว่าง"คนที่ใช้วิธีลดน้ำหนักแบบEDเพื่อที่จะดูดีชั่วครั้งชั่วคราว"กับ"ผู้ป่วยED"ค่ะ

สำหรับคนที่ป่วยเป็นโรคED "การกิน"เป็น"วิธีการปรับตัว(coping mechanism)"ในชีวิตประจำวันของพวกเขาค่ะ

 

ผู้ป่วยEating Disordersไม่ใช่คนโง่...

"ตัวเองน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐานแค่นี้ไม่รู้รึไง" 

"พ่อแม่ก็รวยทำเป็นเด็กอดอยากไปได้"

"เรียนก็ได้คะแนนท็อป ดันตามกระแสนิยมอยากจะผอมเวอร์ๆซะงั้น" 

น่าเศร้าที่สังคมพูดเสียๆหายๆกับผู้ป่วยโรคนี้อย่างมากมาย แต่ก็คงจะชวนให้คิดอยู่ว่าผู้ป่วยโรคนี้โง่อยู่หรอก เพราะผู้ป่วยบางคนก็ถึงขั้นปฏิเสธน้ำเพราะรู้สึก"อ้วน"เวลาดื่มน้ำ (ทั้งที่น้ำเปล่าก็รู้ๆกันอยู่ว่าไม่มีแคลอรี่น่ะนะ) หรือบางทีไม่กล้าเข้าใกล้อาหาร เพราะกลัวไขมันซึมผ่านผิวหนัง

ก็Eating Disordersเป็นอาการป่วยทางจิตนี่ค๊า... มันคือศึกระหว่างความคิดที่ว่าอะไรที่มีเหตุผลกับไม่มีนี่นา

แต่สังคมก็ตัดสินว่าผู้ป่วยEDเป็นคนโง่โดยที่ไม่รู้จักEDเลย

ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กเรียนดี (เกรด A ล้วน/เกรด 4 ล้วน/คะแนน 85% อัพ เป็นต้น) เป็นพวกที่มีแรงกระตุ้นมหาศาล ทำงานหนักและทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเพอร์เฟ็ค แต่บังเอิญว่าแนวคิดแบบนี้กลับย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เมื่อตอนหันไปมองในกระจกแล้วเริ่มรู้สึกว่าอยากจะลอง"ลดน้ำหนักสักหน่อย" เพราะฉะนั้นโรคนี้มักจะเกิดขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัวค่ะ

 

Eating Disordersกลายเป็นmindset...

แน่นอนว่าอัตราการตายของคนที่ป่วยเป็นโรคEDคงไม่สูงมากมาย ถ้าพวกเขาสามารถทำตามคำขอร้องที่ว่า "กินเถอะ" ของใครสักคนที่แคร์ได้อย่างง่ายๆ

หากแต่... ความจริงก็คือEating Disordersควบคุมจิตใจและชีวิตของผู้ป่วยมาก จนพวกเขาไม่สามารถกินอาหารได้โดยปราศจากความรู้สึกไม่สบายใจอย่างร้ายกาจ (บางครั้งผู้ป่วยจะยอมกินต่อหน้าครอบครัวที่พยายามเว้าวอน และออกไป"เข้าห้องน้ำ(ล้วงคอ)"ทีหลัง หรือกินยาถ่าย หรือออกกำลังกายทดแทน)

และก็อย่างที่บอกว่าพวกเขาไม่ได้โง่... สามารถสรรหาวิธีไม่รู้จบที่จะแกล้งว่ากินอาหารปกติดี บางทีขอตัวออกไป"กินข้าวบ้านเพื่อน"(แต่ไปออกกำลังกายแทน) หรือแม้แต่หยิบจานอาหารมาใส่อะไรแล้วค่อยแอบเอาไปทิ้งทีหลัง(พอให้จานสกปรก เพื่อไม่ให้พ่อแม่กังวล) หรือถ้าถูกคุมตัวอยู่ที่รพ. บางคนก็พยายามหลอกหมอว่าประจำเดือนกลับมาเป็นปกติโดยการทำร้ายตัวเองให้เลือดออก (ประจำเดือนจะหยุดมาเนื่องจากการอดอาหารค่ะ) แพทย์จึงต้องตรวจเช็คดูดีๆว่าคนไข้ไม่ได้แกล้งทำเป็นว่าตัวเองฟื้นคืนจากภาวะขาดอาหารแล้ว

ส่วนวิธีที่จะอดอาหารก็มีมากไม่แพ้กัน จขบ.เคยได้ยินมาว่าบางคนเอาริบบิ้นมาพันรอบท้องเอาไว้ เพื่อที่จะได้ไม่กินให้ท้องใหญ่ไปมากกว่ากำหนด หรือเข้าห้องน้ำไปวัดสัดส่วนตัวเองเป็นระยะๆเพื่อดูว่าตัวเองไม่ได้อ้วนขึ้น(เช่น เอามือทั้งสองโอบรอบต้นขาเพื่อดูว่านิ้วโป้งแตะกันเท่าเดิม) เขียนลิสต์ว่าวันนี้/อาทิตย์นี้จะกินมากแค่ไหน+อะไรบ้าง ฯลฯ

EDจึงเป็น"วิธีปรับตัว" โรคนี้บังคับให้คนๆหนึ่งคิดถึงเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักมากมาย จนไม่จำเป็นต้องหมกมุ่นเกี่ยวกับปัญหาอื่น อีกทั้งยังช่วยทำให้พวกเขารู้สึกประสบความสำเร็จเมื่อน้ำหนักลดลง

ระบบลดน้ำหนักที่มีอยู่ทุกวันเป็นส่วนทำให้พวกเขารู้สึก"in control" ยับยั้งตัวเองได้ และมีที่ยึดเหนี่ยว

ฉะนั้นเรื่องการรักษาEDให้หาย ก็หมายถึงเปลี่ยนmindsetทั้งดุ้น เช่น เปลี่ยนทัศนคติ(แง่ลบที่มีตัวเอง) เปลี่ยนความคิด(ที่ตัวเองไม่ดีพอและไม่มีใครรัก) เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต(วันนี้กินกี่แคลอรี่ เผาผลาญไปประมาณเท่าไร และออกกำลังกายไปนานแค่ไหน)

บางคนรักษาหายแล้วกลับมาเป็นใหม่

บางคนรักษาหายโดยไม่มีวันกลับมาเป็นอีก

และบางคนไม่เคยหายชั่วชีวิตค่ะ (ในกรณีหลังก็ใช่ว่าอยู่รอดจนอายุเกินสามสิบถ้าหากเป็นขั้นรุนแรง)

 

 

 

 

แต่จขบ.เชื่อว่าถ้าผู้ป่วยEating Disordersได้รับการใส่ใจเต็มที่และมีความหวังอยู่ ก็คงจะหายจากโรคนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะงั้นขอร้องให้ใครก็ตามที่อ่านบล็อกมาถึงตรงนี้ ตระหนักถึงการมีอยู่ของโรคนี้และพยายามเข้าใจด้วยเถอะค่ะ ^^

 

 

 

Credit:

- National Eating Disorders Association

- [Book] Going Hungry by 19 writers(ที่เคยทรมานจากAnorexia nervosa), edited by Kate Taylor (ถึงชีจะเคยเป็นAnorexicแต่ชีก็จบมาจากHarvardนะ บอกแล้วใช่มั้ยว่าคนเหล่านี้ไม่ได้โง่ 55+)

- เนื้อหานอกนั้นคงเป็นความรู้ที่จขบ.ได้รับบอกกล่าวมาจากบุคคลในชีวิตจริง (หนึ่งในนั้นก็คือการ์เดี้ยน)

 

 

 

ปล. ง่า... ยังไม่จบ แต่วันนี้ว่างเขียนแค่นี้ล่ะค่ะ แล้วไว้จะมาต่อใหม่

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
กลัวอ้วนแต่ก็ยังกินๆๆ ค่ะ cry Hot!

รู้สึกว่าคนเป็นโรคนี้มีมาตรฐานการมองรูปร่างผิดไปจากคนทั่วไป
#1  by  Daughter Of Sparda At 2009-06-12 20:58, 
Hot! อ่านจบคะ น่าสนใจจริงๆ
เพิ่งรู้เหมือนกันค่ะ ว่าเป็นโรคทางจิต
#2  by  ❉✱ll N ö K ll✱❉ At 2009-06-12 21:01, 
แร้วอาการโฟเบียแบบประมาณว่ากลัว ส้ม กลัวเงาะ กลัวจิ้งจกอะไรแบบนี้เหมือนที่พวกดาราชอบกลัวกัน มันเป็นความผิดปกติไม๊คะ
Hot! มีประโยชน์ มากค่ะ
เชื่อว่า จขบ คงไม่ได้อยู่เมืองไทยใช่ไหมค๊ะ
เพราะเมืองไทยไม่ค่อยมีโรคนี่เนอะ
#4  by  Mickey At 2009-06-12 21:03, 
ช่วงนี้เพื่อนฮิตลดความอ้วนเหมือนกัน ชอบบอกว่าเราผอมทั้งๆที่น้ำหนักมันก็น้อยกว่าเรา-*-(มีการบอกว่าเพราะมันเตี้ยกว่าเราเลยต้องหนักน้อยกว่า ฮ่วยย)
บางคนลดความอ้วนแบบฮวบๆจนดูโทรมเหมือนติดยาเลยsad smile
#5  by  Eta At 2009-06-12 21:04, 
อ่านจนจบเลยล่ะค่ะ เพราะติดใจรูปไฮด์ของจขกท.(ม่ายช่ายยยย)

คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจค่ะ

ส่วนตัวพอจะเคยมีอาการป่วยทางจิต(แต่ไม่ใช่แบบนี้)เลยเข้าใจว่าการบังคับตนเองมันยากแค่ไหน

แต่คนที่ไม่รู้จักEDกลับมองโดยยึดเอาตัวเองเป็นที่ตั้งโดยที่ไม่เข้าใจหัวอกคนอื่นเลยแท้ๆ
#6  by  +*+*akeha*+*+ At 2009-06-12 21:04, 
สงสัย เราจะเป็นตรงกันข้าม
คือ.. กินไม่หยุด
#7  by  Kelly J. At 2009-06-12 21:05, 
*w*

น่าสนใจฮะ
เพิ่งรู้ว่าโรคนี้เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง
น่ากลัวนะ .. เหมือนกับว่าเราก็ไม่รู้ตัว
ทำไปเพราะต้องการอย่างนั้น
เราอ่านจนจบเลยน๊า :3
เป็นบทความที่ดีมาก ^^b ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันกันครับ
#8  by  'k2xiiah # 케이투시아™ At 2009-06-12 21:17, 
น่ากลัวจังนะคะ...
เราก็กลัวอ้วนนะ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร ยังกินเยอะเป็นปกติ 555+
แต่พอหลังกินเสร็จก็จะรู้สึกว่ากินเยอะไปแล้ว มื้อหน้าต้องลดลง (แอบมีความเสี่ยงรึเปล่า?)
(แต่พอถึงมื้อหน้าจริงก็เป็นเหมือนเดิม เย้ยยยย...555+)
#9  by  takari555 At 2009-06-12 22:05, 
โจก็เคยทำรายงานเกี่ยวกับโรคนี้ ส่งวิชาจิตวิทยาเป็นปึกๆ โรคนี่ ถ้าจะนับเป็นโรคจิต ก็คงจัดหมวดอยู่ในประเภท เห็นภาพหลอน แบบหลอกตัวเองว่าชั้นอ้วน ทนส่องกระจกไม่ได้ เพราะเห็นหุ่นในกระจกมันอ้วน ทั้งที่มันผอมจนเหลือซี่โครง ใส่กางเกงยีนส์ไม่ได้ ทั้งที่มันย้อยไหลมาถึงตาตุ่ม

ตามรายงานที่เคยทำเสนอไป มันก็มีพูดวิธีรักษาหลายอย่าง แต่หลักๆก็คือทำให้บุคคลเหล่านั้นได้รับสารอาหาร เช่นถ้าเป็นคนไข้อาการหนักต้องเข้าโรงพยาบาล ก็จะมีการให้น้ำเกลือหรือสอดสายยางสารอาหารผ่านเข้ากระเพาะโดยตรง โดยมีผ้าคลุมไว้ คนป่วยจะไม่เห็นว่ามีอะไรถูกส่งเข้าท้องบ้าง (ซึ่งในขั้นตอนนี้ บางครั้งแทบต้องมีการมัดคนไข้ไว้กับเตียง เพราะถ้าเผลอ เป็นกระชากสายทิ้งหมด)

โรคนี้ มันก็กึ่งๆวิกลจริตว่าตัวเองอ้วนกับเห็นภาพหลอนว่าตัวเองอ้วนกินไป

ปล.ตอนเด็กๆคิดว่าอาจเคยเป็นโรคนี้ เพราะตอนนั้นทั้งตัวเล็ก ผอมแห้ง ไม่อยากอาหาร ไม่หิว ฯลฯ แต่ก็โดนแม่จับป้อนจับกินอยู่เรื่อย คงเพราะตอนนั้นมีปัญหาเรื่องในครอบครัวกระมั้ง เลยทำให้ไม่อยากอาหารไปเลย
#10  by  [Joey]I'm the tutor home Reborn At 2009-06-12 22:10, 
เคยได้ยินอยู่เหมือนกันนะไดองซามะ

ขอบคุณครับ : D

รออ่านต่อนะ
ผมชอบสูบอะไรต่อมิอะไรเข้าหัวอยู่แล้ว
555
แต่การเรียบเรียงของผมค่อนข้างแย่นิดนึง
ต้องคอยสูบหลังจากที่คนอื่นเรียบเรียงแล้วแบบนั้นแหละ

โรคทางจิตผมว่ายังมีที่ธรรมดาเกินคาด แต่ส่งผลกระทบต่อคนๆนั้นมากกว่าที่คิดอีกเยอะ

หรือให้เขาคิดว่ามันธรรมดาต่อไปน่ะดีแล้วน้อ
แหม ยากจะคิดจริงๆ (เริ่มมึน)
#11  by  ALLVALENTINE At 2009-06-12 22:47, 
Hot! Hot! Hot!

ให้ดาวไปเลย ยอดเยี่ยมมากค่ะ

ได้รับความรู้กันเต็มๆ เราก็คิดนะว่า คนเป็นโรคแบบนี้

ส่วนหนึ่งเกิดจากความเป็นปมด้อยบางเรื่อง เลยอยาก

ทำให้ตัวเองดูดี เด่น เพื่อลบปมตรงนั้น

อ่านแล้วเราว่าโรคนี้น่ากลัวมากเลยนะ
#12  by  fuchi (^^) At 2009-06-12 22:58, 
เมื่อก่อนเป็นแฮะ...โรคนี้ แต่ว่า(เหมือนจะ)หายละ...แต่ก็นะตอนน้กินแหลกลาน อีกพักก็เข้าสู่อาการไดเอทน่ากลัวๆแน่ๆ
#13  by  ~Ayu_Ma'[Zou]~ At 2009-06-12 23:41, 
เพิ่งจากฟังเรื่องโรคนี้
จากรายการอโรคาปาร์ตี้เมื่อคืนนี้เอง
(ล่ะมั้ง ไม่แน่ใจ แหะๆ sad smile )

อย่างว่า ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดไม่ใช่ใคร
แต่เป็นตัวเราเอง.....
#14  by  Dngil' แจ่มแจ๋ว At 2009-06-12 23:54, 
คนที่มีอาการทางจิต ก็เป็นคนที่สุขภาพจิตไม่แข็งแรงจริงๆแหละ ระบบการคิดบางอย่างถึงแปรปรวน ถึงจะพึ่งยา กินยาไปนานเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงที่ระบบความคิดเขา ก็ยากจะแก้ปัญหาได้

เป็นโรคที่บางที่เจ้าตัวอาจไม่เป็นทุกข์ร้อนอะไรมาก
แต่คนที่ทุกข์ร้อนด้วยคือ คนรอบข้าง จริงๆ
#15  by  kororo At 2009-06-13 00:06, 
เยี่ยมเลยค่ะ เอนทรี่นี้ อธิบายชัดเลย ไว้มาต่อมานะคะ cry Hot!
#16  by  อีฟ At 2009-06-13 00:36, 
โรคนี้มันใกล้ตัวกว่าที่คิดนะคะ และก้น่ากลัวมากด้วยเพราะมันเกี่ยวข้องกับการกินอาหาร ที่เป็นเรื่องจำเป็นของมนุษย์
#17  by  yuuii At 2009-06-13 01:50, 
น่าสนใจมากค่ะHot!
#18  by  (^_^)/nana At 2009-06-13 03:17, 
อยากให้คนหลายๆคนมาอ่าน
โดยส่วนตัวแล้ว เป็นคนไม่ผอมมาแต่กำเนิดแต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองอ้วน แล้วก็เป็นคนสุขภาพดี แต่จะมีคนๆหนึ่งมาคอยบอกเราว่า เธอน่ะอ้วนนะ อ้วนขึ้นรึเปล่า อ้วนมากเลยนะเนี่ย แหมอ้วนจังเธอ ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้อ้วนเลย แค่อ้วนกว่าคนที่พูดเท่านั้น (เพราะคุณเธอผอมมาก) ไม่ทราบว่าอาการจับจดกับน้ำหนักของคนอื่นแบบนี้ แล้วเห็นคนที่อ้วนกว่าเค้าเป็น "คนอ้วน" ไปหมด เป็นอาการทางจิตรึเปล่าค๊ะembarrassed
อันนี้ไม่เชิ้งเกี่ยวกับโพสนี้ แต่ข้องใจมากHot! Hot!
#19  by  siamesemeow At 2009-06-13 05:34, 
สองโรคนี้น่ากลัวค่ะ

แต่ที่ัตัวเองเป็นคือ อยากกินเค้กอร่อย ๆ ตลอดเวลา แต่ไม่มีเงิน เลยไม่ได้กิน ก๊ากกก~
#20  by  BeeJang At 2009-06-13 08:52, 
เข้าใจโรคนี้ขึ้นเยอะเลยค่ะ big smile
#21  by  byto ซาราริมังถังแตก At 2009-06-13 10:25, 
อ่านกระโดดบ้างเล็กน้อย...

ได้รู้โรคนี้ก็ตอนที่อ่านหนังสือของเจ้าหญิงไดอาน่า แล้วก็รู้ประวัติเล็กน้อยของนักร้องที่ชื่อคาเพนเทอร์(ป่าวหว่าไม่มั่นใจ)

แง่ม เป็นพวกกิน ออกกำลังกาย แล้วก็กินแบบไปไหนไปกัน ฮา

ไม่ค่อยมีปัญหาการกินเท่าไหร่อันใด...

มประโยชน์มากมายคับท่านไดอง เอาดราก้อนบอลไปกิน 555

Hot! Hot! Hot!
#22  by  Kai_Ba At 2009-06-13 13:24, 
ขอบคุนสำหรับความรุ้big smile big smile
#23  by  ~Lemon~cicerO~ At 2009-06-13 13:34, 
ถ้าเป็นโรคนี้คงนั่งวิตกจริตทั้งวัน angry smile

Hot! Hot! Hot!
เห็น ED นึกว่าย่อมาจาก E.Disfunctionsad smile

อธิบายดีและครอบคุลมมากเลยครับconfused smile
#25  by   At 2009-06-13 15:57, 
Hot! Hot! Hot!

โรคนี้น่ากลัวกว่าที่คิดจริงๆ

ไม่เคยคิดเลยว่าสาเหตุของโรคมีอะไรที่มากกว่าแค่ อยากสวย
#26  by  : : sicha : : At 2009-06-13 16:00, 
ไม่น่าเชื่อ
คนที่เป็นโรคนี้สงสัยคงจะอยากผอมมากจนอดอาหารเลยกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง
นับวันโลกเรายิ่งน่ากลัวต่อไปจะมีโรคอะไรเพิ่มขึ้นมาบ้างนะ
#27  by  blackfullmoon At 2009-06-13 16:17, 
แล้วมาต่อนะครับ =w=
มันคาใจนะเนี่ย.....Hot!
#28  by  Aqua Rising At 2009-06-13 18:42, 
เอาดาวไปเล้ย big smile Hot!
#29  by  +Faust+ At 2009-06-13 18:54, 
เริ่มเข้าใจคนที่เป็นโรคนี้มากขึ้น

ตอนแรกคิดว่า แค่กินก็หาย จริง ๆ ค่ะ

ไม่คิดเลยว่าจะเป็นโรคที่ลึกซึ้งมากขนาดนี้

ขอบคุณจขบ.มาก ๆ ค่ะ

big smile
#30  by  punchii At 2009-06-13 19:30, 
ปัจจุบันโรคทางจิตเวชทั้งหลายได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าเป็นโรคที่มีสาเหตุชัดเจน จับต้องได้ มีเกณพ์การวินิจฉัยโรคอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติจากสารสื่อประสาทในสมอง

และมิได้เป็นโรคที่เพ้อฝัน รักษาไม่ได้ หรือผู้ป่วย "แกล้งทำ" แต่อย่างใด

อย่างโรคที่ จขบ นำมาฝากก็เช่นเดียวกัน

ที่สำคัญ จำนวนคนที่เป็นโรคทางจิตเวชมีมากกว่าที่พวกเราคิดนัก

เพื่อนนักศึกษาแพทย์ของผมก็ถูกความเครียดจากการทำงานจนส่งผลให้เป็น MDD (Major depressive disorder) หรือโรคซึมเศร้า กัน 4-5 คน คิดเป็น % ประมาณ 1-2% ต้องกินยารักษากันนานเป็นปี ๆ ซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นอันตรายต่อคนอื่น ดูแปลกแยก หรือนิสัยเลวร้ายแต่อย่างใด

ดูภายนอกก็เป็นคนธรรมดา มีความรู้ มีความสามาถดีมาก ๆ เป็นเพื่อนที่ดี เพียงแต่อาจมีพื้นฐานดั้งเดิมของจิตใจบางอย่างที่ทำให้เป็นคนที่เครียดง่ายกว่า และรับมือกับ stress ได้ไม่เก่งเท่าคนอื่นเท่านั้นเองครับ

โรค eating disorder นี่คนดังหลายคนเป็นเหมือนกันนะครับ เท่าที่ผมรู้จักดีเลยก็ Karen Carpenter นักร้องนำของวง The Carpenter (ไม่รู้เก่าไปเปล่า?) เจ้าของผลงานดังอย่าง 'Yesterday Once More' 'Mr. Postman' 'Top of the World'

และว่ากันว่าเจ้าหญิงไดอาน่าเป็นโรคบูลีเมียนะครับ

ปล. เห็นคำว่า ED พาลให้เผลอนึกไปถึง Erectile disfunction - -'
#31  by  Highwind At 2009-06-13 19:35, 
กินแล้วมันเครียด ขอเอาออกซักนิดยังดี ออกไป-มา มันก็กลายเป็นออกหมด พอออกหมด ก็เกิดอาการหน้ามืด แล้วก็ขาดสติไปหยิบของมาใส่ปากอีก ก็อ้วกอีก จนอ้วกมากไปจนร้องมห้ว่าทำไมต้องมาทำแบบนี้ด้วย...

สรุป กินก็เครียด เอาออกก็เครียด ไม่กินก็ห้ามใจไม่ได้ มันเลย เครี๊ยดดด เครียด นี่แหละsad smile
#32  by  pierce At 2009-06-13 20:05, 
เป็นความรู้ไว้ประดับตัวเรามากๆเลย อ่านจากที่ไดองเขียนได้อะไรๆกลับมามากมาย จากตอนเเรกที่เราเคยมองข้ามเรื่องนี้มาตลอด มาจนถึงตอนนี้ที่ได้อ่านบล็อคของไดองตั้งเเต่ต้นจนจบ เราุถึงได้รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆเลยนะ

พอมาอ่านจริงๆเรารู้สึกว่าคนเป็นโรคนี้เราว่าน่าสงสารมากเลยนะ คนรอบข้างดูจะไม่ค่อยพอใจกับเจ้าตัวที่เป็นโรคนี้เท่าไหร่ ทั้งๆที่เจ้าตัวเองก็ไม่พอใจในตัวเองอยู่เเล้วเเท้ๆ เเบบนี้มันก็ยิ่งไปกันใหญ่น่ะสิ

ไดองเรียบเรียงภาษาเเละข้อมูลต่างๆที่ได้มาดีมากๆเลยจ่ะ อ่านเเล้วเข้าใจง่ายมาก ไดองน่าไปเขียนหนังสือซักเล่มจริงๆนะ เราคนหนึ่งล่ะที่เชียร์อยู่ จะรออ่านเอนทรี่ต่อไปอย่างใจจดใจจ่อนะจ้ะ
#33  by  Kyo suzuki At 2009-06-13 20:40, 
เมื่อกี้รีบพิมพ์ไปหน่อย ลืมให้ดราก้อนบอลไปเลย
Hot! Hot! Hot!
ขอโทษที่ทำให้เปลืองคอมเม้นนะจ้ะ
#34  by  Kyo suzuki At 2009-06-13 20:42, 
ง่า อ่านแล้วชักกลัวๆ = ='a
แต่ปกติก็กินพอดีๆ อ่านะ =w=

ความรู้ดีมากเลยจ้า big smile
Hot! Hot!
#35  by  `White Bears At 2009-06-13 20:49, 
^^ ผู้ป่วยทางจิตส่วนใหญ่ต้องการกำลังใจbig smile
#36  by  mikezaa At 2009-06-13 23:59, 

<< Home