Eeeh~ ครั้งนี้อัพซะเลทเลยง่ะ TwT" แต่บังเอิญว่า... มีโปรเจ็คเขียนฟิกChristmas OCกับลุงคุฟฟ์และท่านคานะ ^^" ก็เลยคิดว่าจะเขียนให้จบก่อนแล้วค่อยมาอัพทีเดียว สำหรับคนที่ไม่อยากอ่าน ก็เคลื่อนลงไปเมนต์Merry Christmasหรืออะไรเรื่อยเปื่อยได้ตามสบายเนนน้ ^^
คริสต์มาสปีนี้ก็ต้องฟังHurry Xmas ของ L'Arc ให้เบาใจกันไปตามๆกัน 5555 ปีนี้อิไดองไปมิสซาสองรอบเพราะไปช่วยเขาร้องเพลงสนุกๆรอบหนึ่งทุ่มกับรอบสี่ทุ่ม @_@ แต่ก็เหนื่อยพอสมควร เพียงแต่รู้สึกว่าจะไม่ได้ตั้งใจฟังมิสซามานานมาก มาได้ตั้งใจก็เมื่อวันที่24นี่เอง...
กลับมาถึงบ้าน(เที่ยงคืน?)ไม่นานก็มาออนเอ็ม พยายามเขียนOC Ficที่ว่านี้ให้จบ เจอCoke(เพื่อนจากLJ)มาออนmsnตอนช่วงตีหนึ่งหรืออะไรซักอย่างเลยคุยต่อยาวไปจนถึงเจ็ดโมงเช้า XD ถือเป็นการเริ่มต้นคริสต์มาสที่ดีมาก แต่กลายเป็นว่าเรานอนไปถึงบ่ายสอง.. - -" และตอนเย็นก็ได้ไปกินข้าวบ้านญาติ น่าเสียดายนิดหน่อยที่บังเอิญว่าไม่ค่อยหิว (แต่พอถึงตีสองกลางดึกก็ออกมากินมาม่า.. อา...)
เหมือนจะเคยพูดไปแล้วในเอ็นทรี่Merry Christmasก่อนๆรึเปล่านะ แต่วันคริสต์มาสเป็นวันที่อิไดองเห็นว่าสำคัญกว่าวันเกิดตัวเองอีก รู้สึกว่าถ้าจิตใจไม่สดใสในวันคริสต์มาสแล้วมันจะรู้สึกแย่น่ะ แต่โดยมากก็ดูมันจะเริงรื่นไปเองของมัน (คืนนั้นไม่ง่วงเลย - -) ซึ่งก็ดีไปเพราะอิไดองรู้สึกหนักๆมานานแล้ว o.o
เอนี่เวย์.... MERRY CHRISTMAS, EVERYBODY!!!! ย้อนหลัง... อาฮ่ะฮ่ะ ขอให้มีความสุขสันต์กันถ้วนหน้า <3 รักษาเงินในกระเป๋าดีๆนะฮะ (เราแอบเริ่มยอมแพ้ว่าคงไม่มีหวังจะซื้อ DVD Theater of Kiss ของ L'Arc แล้วล่ะ... ทางบ้านเงินช็อต เหอๆ) ขอให้รวยวันรวยคืน~ ที่สำคัญกว่านั้นก็รักษาสุขภาพมากๆเน่อออ (เพราะไอ้คนอวยพรน่ะไม่ทำ.. ถูกแม่ด่าว่าสันหลงเบี้ยวขึ้น.. ^^" (เป็นโรคกระดูกสันหลังคดมาหลายปีแระ)) สำหรับคนที่ยังเรียนขอให้ได้คะแนนดียิ่งกว่าที่หวัง และสำหรับคนทำงานขอให้งานเข้าเยอะๆ และฝ่าฟันอุปสรรคไปได้อย่างราบรื่นสบายบรื๋อ
เอาล่ะ.. มาว่าด้วย OC Fic(scroll downกันตามสบายฮะถ้าขี้เกียจอ่าน) จะเป็นเหมือนการเล่นระหว่างลุงคุฟฟ์ ท่านคานะ และเรา... เขียนoneshotเกี่ยวกับคริสต์มาสมาคนละpoint of viewโดยเอาพื้นฐานจากตัวละครoriginalของพวกเรา 55 เป็นการดีจริงๆที่ลุงมาชวนเราเขียน เพราะเราไม่ได้เขียนอะไรoriginalมานานมาก อีกอย่างมีเวลาจำกัดให้เสร็จก่อนสิ้นปีก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่ามีอะไรในหัวก็ควรเขียนออกมาซะ 555 กลายเป็นผลงานที่ค่อนข้างขาดพล็อตไปหน่อย TxT แต่ก็หวังว่าทุกคนจะenjoyเท่าที่มันกลั่นกรองออกมาได้.. อ่ะเอิ๊กส์ เวลาเขียนก็เน้นเกี่ยวกับเจ้าไดอง(ซิริอุส)ซะมาก เพราะไม่ชัวร์ว่าจะสื่อคุฟฟ์กับคานะออกมาได้ตรงกับที่ว่ารึเปล่า
รู้สึกว่าฟิกนี้จะเสร็จภายในอาทิตย์เดียวนะเนี่ย (ระยะเวลาที่สั้นที่สุดในรอบปีก็ว่าได้ -.- หมู่นี้เขียนอะไรไม่ค่อยสำเร็จ) ต้องขอโทษด้วยที่ข้าน้อยไม่ค่อยได้อ่านทวนผลงานชิ้นนี้ เพราะช่วงนี้เรารู้ว่าถ้าอ่านทวนอะไรมากหน่อยจะรู้สึกเวียนหัวและกลายเป็นไม่โพสต์อะไรเลย *โดนฆ่า* เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เวลามากเกินจำเป็น...นะ ^^;
เขียนออกมาแนวdarkนิดๆ ไม่มีอะไรเคืองแค้นลุงคุฟฟฺ์กับท่านคานะเป็นพิเศษหรอกนะ (ก๊าก) ออกจะตรงกันข้าม ^___^ แต่เนื่องมาจากช่วงนี้อิไดองเขียนแต่damn depressed drabblesอะไรกระเดียดangstออกหดหู่หน่อย และท่านคานะกับลุงคงรู้ดีว่าเราชอบangstนี่แหละ -w-" อันที่จริง.... เรารู้ตัวแล้วแหละว่านั่นคือแบบเดียวที่เราเขียนได้ = =" ตอนนี้ก็เลยยอมแพ้เขียนแนวนี้อย่างเดียว
Title: A Sense of Existence
Author: Daiongmyoji Sirius
Genre: Angst, triller, fantasy
Rating: PG-13
Characters: Daiongmyoji Sirius, Lucifello Kuff, Yamaji Kanaae, Line V. Valentine
Summary: และแล้วเขาก็จับต้องความรู้สึกที่ว่าเขา 'มีชีวิตอยู่ดีทีเดียว' ได้อย่างชัดแจ้ง ทั้งความรู้สึกเจ็บตุบ ๆ ที่ศรีษะและความแสบสันต์ที่หัวตาล้วนแต่เป็นสัญลักษณ์ว่าเขาไม่ได้ยังชีพอยู่ไปวัน ๆ เสียทีเดียว เพราะเขาก็ยังคงเป็นมนุษย์
Comments: ก่อนอื่น.. เพราะเพื่อนๆส่วนใหญ่เรียกข้าน้อยว่า'ไดอง'หรือ'ซิเรียส' (อันที่จริงยังมีสองคนที่ใช้คำพูดแทนตัวว่า'ข้า-ท่าน'ตอนพูดกันธรรมดา 55+) ก็เลยขอบรรยายเป็น'ซิริอุส'แล้วกันถึงเวลาสนทนาจะถูกเรียกว่าไดองก็เหอะ แต่ถ้าเขียนเป็นชื่อไดองตอนบรรยายแล้วรู้สึกเหมือนเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวมากเกิน แล้วก็ข้อเสียของเราคือไม่ถนัดเขียนfirst narrative(ใช้ว่า'ข้า/ฉัน') ก็เลยออกมาเป็นthird narrative(ใช้'เขา/เธอ')ดังที่เห็น ^/l\^"
- - - - - - - - - - - - - - -
เรียวขายาวย่างกรายบนทางเท้าสีหม่นที่ถูกแสงแดดสีซีดจางโลมเลียและหิมะปกคลุมเบาบาง ดวงเนตรสีดำขลับช้อนขึ้นมองฟากฟ้าไล่สีเทาแปรเป็นขาวใกล้สุดขอบฟ้า ดวงอาทิตย์อัสดงทอดตาหรี่มองบุรุษร่างโปร่งเพรียวด้วยลำแสงที่ส่องให้ผิวสีน้ำผึ้งเนียนละเอียดดูสว่างขึ้น เยือกเย็นขึ้น ดึงรูปหน้าเขาให้เด่นชัดขึ้นมาตัดกับเรือนผมสีดำยาวถึงเอว ชายที่ภายนอกยังคงดูหนุ่มแน่นถูฝ่ามือเข้าด้วยกันก่อนจะกระชับเสื้อคลุมสีตุ่นให้กระชับ เขาสัมผัสได้ว่าหิมะคงจะตกในคืนนี้เป็นแน่ ระหว่างที่เดินไปไม่ไกลนักก็มีเสียงดนตรีประจำเทศกาลคริสต์มาสแว่วมากระทบใบหู ดึงให้ดวงหน้าคมหันไปมองตามก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่รั้วโรงเรียนใหญ่โตหรูหราแห่งหนึ่ง
"มีงานโรงเรียนยามเย็นนะคร้าบ คนนอกเชิญเข้ามาชมได้ครับ มีตั้งแต่หกโมงเย็นและจะมีไปถึงสี่ทุ่มคร้าบ" กลุ่มเด็กชายกำลังยืนประกาศอยู่ข้างรั้วประตูที่ประดับด้วยดวงไฟเล็ก ๆ วนเวียนอย่างสวยงาม พร้อมกับป้ายผืนผ้าสีสดใสรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคาดอยู่เหนือประตูโรงเรียนว่า 'Christmas Festival of St. YYY's College' สายตาของเด็กหนุ่มสะดุดลงที่หนุ่มแปลกหน้าผู้กำลังพินิจพิเคราะห์แสงสีด้านในตัวตึกเรียน เขารีบเร่งบอกข้อมูลกับเจ้าของอาภรณ์เก่าโทรมในรูปแบบโบราณแปลกแยกจากคนทั่วไปทันทีว่า "เมื่อครู่พิธีมิสซาจบลงไปแล้ว ขณะนี้กำลังมีการแสดงฉากประสูติของพระเยซูคริสต์และหลังจากนี้จะมีเลี้ยงอาหารเย็น แล้วก็มีสวดมนตร์ยามดึกครับ"
"อาหาร ?" ชายต่างแดนเอ่ยทวนพร้อมกับประกายตาวาววับขึ้นมาอย่างกระหาย
เด็กชายอดหัวเราะน้อย ๆ กับปฏิกิริยานั้น "ครับ พวกเด็กผู้หญิงเขาทำเองกับมือน่ะครับ ส่วนพวกผู้ชายก็รวบรวมตังค์ซื้อมาแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น กินได้ไม่อั้นเลยครับ แค่จ่ายเงินบริจาคเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น รับรองว่าคุ้มครับ"
"เยี่ยม ๆ ! เอ้า สิบเหรียญ" คนถูกชักจูงยัดกระดาษเงินย่น ๆ เข้าไปในมือเล็กอย่างเริงร่า
นักเรียนชายคนนั้นหลุบตามองชายเสื้อคลุมที่เปียกเปื้อนหิมะจึงสรุปเอาเองว่าคนตรงหน้าคงจะเดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน "กรุณาช่วยแจ้งชื่อและที่อยู่ด้วยครับ เผื่อว่าภายหลังเราสามารถส่งนิตยสารประจำโรงเรียนไปแจ้งเวลามีงานกิจกรรมน่าดูอื่น ๆ ครับ"
คิ้วคันศรเลิกขึ้นข้างหนึ่งราวกับประหลาดใจ เอียงคอเล็กน้อยราวกับพยายามซึมซับประโยคที่ว่าเข้าไปอย่างฉงนสงสัย และดูเหมือนว่าเขาพยายามนึกให้ออกถึงตัวตนของตัวเอง ผ่านไปหลายอึดใจเรียวปากแห้งผากจากอากาศยะเยือกก็ขยับเป็นรูป 'อ้อ' เมื่อระลึกชาติได้ เขาก็ยิ้มให้กับความโง่เง่าของตัวเองพร้อม ๆ กับยิ้มให้เด็กตรงหน้าอย่างขำ ๆ
"ไดองเมียวจิ ซิริอุส คือนามของข้า อย่างไรก็ตามข้าเป็นนักพเนจร ไม่มีที่อยู่ดอก"
กลางวันปราชัยและยอมหลีกทางให้แสงจันทร์เข้าครอบคลุม แสงไฟฉายตรงไปที่การแสดงของฉากคุ้นตาที่ผ่านมานับศตวรรษส่งผลให้แสงเงาดำเล่นตัวหลบทอดลงบนเสี้ยวหน้า ซิริอุสนั่งอยู่ที่มุมไกลสุดตรงที่นั่งด้านหลังลานกลางแจ้งของโรงเรียน โต๊ะอาหารทรงกลมวางเรียงเป็นระบบเบื้องหน้าเวทีขนาดย่อมโดยที่ยังคงไม่มีอาหารอันใดมาเสริฟ นัยน์ตาสีนิลคล้อยไปตามรายละเอียดที่สามารถจับได้อย่างรวบรัด นักเรียนหรือแม้แต่ผู้ปกครองบางคนซ่อนโทรศัพ์มือถือไว้ใต้โต๊ะเพื่อส่งข้อความหากัน หลายคนเหม่อมองไปที่นักแสดงแม่พระตรงหน้าราวกับว่ามันคือกระจกโปร่งใส บางทีอาจมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เทใจและเปิดหูตารับรู้เรื่องราวที่ถ่ายทอดให้ดู เพราะฉากที่ว่านั้นได้รับการแสดงออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายครั้งหลายครากระทั่งทุกการเคลื่อนไหวแทบจะซ่านเกาะไขกระดูกของมนุษย์สายเลือดโบราณที่มีชีวิตอยู่มานานเช่นเขา แต่จะมีใครสักกี่คนกันหนอที่รู้ความเศร้า การดิ้นรน และความสุขที่อยู่เบื้องหลังรางหญ้า
คืนนี้จะเป็นอีกหนึ่งคืนที่ควรค่าแก่การระลึกถึงและการเฉลิมฉลอง อย่างไรก็ตาม ซิริอุสก็นึกสงสัยว่าจะมีปาฏิหาริย์อันใดบังเกิดขึ้นหรือไม่กันหนอ อะไรสักอย่างที่ผิดแผกไปจากเดิม เหตุเพราะทุกอย่างดูจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยสำหรับเขามาเป็นสิบปีแล้ว อีกสิบปีที่เขาใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่เช่นนี้โดยไม่อาจสานเอาสัจจะที่ปรารถนามาไว้เข้าด้วยกันได้ บางทีสายใยแห่งศาสนานี่กระมังที่เชื่อมเขาเอาไว้ให้ก้าวต่อไป เพราะไม่ว่าเขาจะมีโลหิตที่ธำรงอยู่ได้ยาวนานกว่าคนมากมายก็ตามที เขาก็ยังคงเป็นหนึ่งในเหล่ามนุษย์แสนขลาดเขลา และเขาก็มีเพียงหนึ่งชีวิต - ชีวิตแสนเปราะบาง
ชายผมสีเข้มเคยมีภาพและความคิดพิลึกเยอะแยะแวบเข้ามาในหัวเมื่อก้าวเดินอยู่ในคนหมู่มาก เมื่อยุคก่อนผู้คนเดินขวักไขว่ผ่านไปมา ชนลำแขนและหัวไหลซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งเล็กสิ่งน้อยที่ช่วยพิสูจน์ร่างเนื้อเดินได้ของคน หลายปีสู่ยุคใหม่รถราก็มีมากขึ้นทบทวี มอเตอร์ไซค์แล่นผ่านแผดเสียงแสบแก้วหู คนมหาศาลซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังกระจกรถ กรอบหน้าต่าง และประตูล้านบาน ดำเนินชีวิตของตนโดยไร้ซึ่งความสนใจที่จะเข้าถึงคนที่มีส่วนผิดเพี้ยนจากตน จนจำแนกออกมาเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย นานมาแล้วที่ซิริอุสหลีกเลี่ยงที่จะเดินในเมืองใหญ่ การแต่งตัวที่ผิดยุคของเขาเป็นจุดสนใจได้ง่ายเกินไป และเขาไม่ประทับใจในการเป็นศูนย์กลางของสายตาที่จ้องเขาราวกับว่าเขาเป็นแกะดำ ทำไมเล่า ในเมื่อแกะขาวตัวหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคนนอกคอกมิใช่หรือหากมันอยู่ในฝูงของเหล่าแกะดำ อย่างน้อยในวันคริสต์มาสก็อาจจะมีคนคิดว่าเขาแต่งตัวเป็นคนเลี้ยงแกะ ? ฮะ น่าขำจริง ข้าหมดประโยชน์เกินกว่าจะช่วยแกะสักตัว
แม้กระนั้น ซิริอุสปฏิเสธที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าในแบบทันสมัย มิเช่นนั้นอัตตาของเขาอาจมลายหายไปเสียหมด ด้วยความที่ล้มเหลวในการหาคำตอบให้อัตภาพตนมานานนม แล้วจะให้เขาปล่อยแขนจากของเล็กน้อยที่ยึดยุดตัวเขาไปมากกว่านี้ได้อย่างไรกันเล่า
"ดื่มอะไรมั้ยคะ" เสียงใสแว่วเข้าหูดึงให้ผู้ถูกถามเสหน้าไปประสานตากับดวงตาสีอะเมธีสต์เบื้องหลังแว่นทรงกลม ดวงตาคู่นั้นส่งประกายในแบบเด็กวัยรุ่นที่แฝงความเฉลียวไว้ในตัว ซิริอุสยิ้มยิงฟันอย่างเบิกบานใจขอเหล้าองุ่นด้วยเสียงไม่เบาไม่ดังเพราะไม่อยากจะรบกวนคนดูคนอื่น แต่แล้วเสียงปรบมือเป็นสัญญาณว่าการแสดงสิ้นสุดลงแล้วก็ดังขึ้น เมื่อสรรพเสียงที่ว่าจางลง เด็กสาวจึงพูดต่อไป "ยามาจิ คานาเอะค่ะ เรียกสั้น ๆ ว่าคานะได้ตามสะดวกค่ะ วันนี้อยากจะรับอะไรดีเอ่ย ไก่ ? หรือแฮมดีคะ" ว่าแล้วก็สะบัดศรีษะปกคลุมด้วยผมสีเดียวกับรัตติกาลที่ยาวจรดกลางแผ่นหลัง "ไลน์ ! ไอ้ตาเดียว ! ยกจานมาเร็ว ๆ เซ่"
"ตามรับสั่งครับคุณหญิง อย่าแยกเขี้ยวใส่คนหล่อสิเดี๋ยวจะตีนกาจะขึ้นใบหน้าน่ารักเป็นกรรมตามสนองน้า" เด็กชายผู้ไม่ได้สูงหรือเตี้ยไปกว่าคานะว่า คิ้วเรียวยักขึ้นอย่างกวนบาทา อันที่จริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่การหลงตัวตามปาก อย่างน้อยเขามีใบหน้ามนดูดีกอปรกับแพรผมสีขาวสว่างปรกที่ดวงตาข้างขวาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
"ข้าขอทั้งไก่ทั้งแฮมแล้วกันนะ" ซิริอุสว่าขณะที่คานะตวัดแก้วไวน์ที่คว่ำอยู่ขึ้นด้วยปลายนิ้วและกระแทกมันลงบนโต๊ะ เขาอดคิดไม่ได้ว่าหากสาวแว่นคนนี้ออกแรงมากกว่านี้แก้วอาจแตกเป็นเสี่ยง คานะตวัดเหลียวที่หนุ่มร่างเตี้ยเป็นการส่งสัญญาณว่าจะเอาคืนให้สาสมภายหลัง
"อ้าว ๆ... คานะจังอย่าเพิ่งทำตาขวางใส่ไลน์เขาซี่ ต่อหน้าคนมาเยี่ยมเยือนโรงเรียนเราน่ะ" หนุ่มร่างสูงก้าวเข้ามาตำหนิด้วยรอยยิ้มบางตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ตัว เขามีดวงตาสีทับทิมดูล้ำลึกที่กลบทับไว้ด้วยแววตาหยอกเย้าเล่นกับนักเรียนสบาย ๆ จากเครื่องแบบทำให้ซิริอุสรู้ได้ว่าเขาเป็นอาจารย์ "ไม่พอใจอะไรกันอีกล่ะนี่"
"ก็เจ้าหน้าม่อนี่บอกเองแท้ ๆ ว่าจะมาช่วยเสริฟอาหาร แต่กลับเดินหว่านสเน่ห์ชมตัวเองไปทั่วกับสาวคนอื่น ๆ ได้อย่างหน้าด้านที่สุดน่ะสิคะ อาจารย์คุฟฟ์ !" คานะบ่นออกมารัวเร็วด้วยน้ำเสียงขู่แง่ง
อาจารย์ผมสีเขียวขจีเปล่งเสียงหัวเราะร่วนก่อนจะคว้าขวดเหล้าองุ่นชั้นดีในถาดที่คานะถือมาเปิดจุก และหันมือมารินให้แขกต่างด้าวที่นั่งอยู่โดยการถือขวดให้อยู่ในมุมอันควรและหมุนมันไปตามวิถีรินไวน์ที่ถูกต้องตามหลัก ด้วยความที่เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ เขาเอ่ยถามคนต่างด้าวอย่างเป็นกันเองในภาษาถนัดนี้พอเป็นมารยาท "I'm Lucifello Kuff. Nice to see you attend our school's Christmas Festival, sir. It seems to me you're not someone who lives around this area, is that right? (ลูซิเฟลโล่ คุฟฟ์ครับ ยินดีที่ได้พบคุณเข้ามาร่วมงานคริสต์มาสที่โรงเรียนเรานะครับ ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ได้เป็นคนอาศัยแถวนี้ ?)"
"อ้อ... ไม่ใช่ดอก ข้าไดองเมียวจิ ซิริอุส เป็นนักท่องเที่ยว" ซิริอุสตอบอย่างเบาอารมณ์ด้วยภาษาท้องถิ่นเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีปัญหาอันใดในการสนทนาภาษาของคนตรงหน้า "เรียกสั้น ๆ ไดองหรือซิริอุสก็สุดแล้วแต่ท่าน"
"ท่าทางจะเดินทางมานานมาก ดูเหนื่อยมากเลยนะครับ นี่มาเที่ยวพิเศษวันคริสต์มาสหรือครับ" คุฟฟ์ถามขณะที่นัยน์ตาสีแดงจัดวาดไปตามย่ามใหญ่ที่เจ้าของวางบนตักอย่างห่วงแหน เสื้อคลุมทรุดโทรมที่ดูจะกันหนาวได้ไม่ดีนัก แสงน้อยนิดในลานโรงเรียนยอมฉายให้เห็นดวงตาอันเหนื่อยล้า รวมไปถึงไม้กางเขนสีดำบนต่างหูบ่งบอกศาสนา ซิริอุสไหวตัวเล็กน้อยทั้งที่ไม่เข้าใจเหตุผลนักว่าทำไม อากาศเพียงแต่หนักอึ้งขึ้นจนเวียนหัวจนหน้ามืด แสงไฟวิบวับดูจะหรี่มอดไปถนัดตา บางทีเขาอาจจะนอนไม่พอเมื่อคืนกระมัง เขาเหลือบตาขึ้นสบกับคุฟฟ์ ทั้งที่สีหน้าท่าทางของอาจารย์แสดงถึงไมตรีจิตอันดีแต่เขากลับรู้สึกว่ารอยยิ้มที่ส่งมอบให้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสบายขึ้น และจู่ ๆ ก็มีเสียงของเขาพูดตำหนิตนเองในกะโหลก
ไม่ถูกชะตาหรือ ไดอง ปกติท่านไม่ชอบตัดสินคนเมื่อแรกเห็นมิใช่หรือ
"ก็ประมาณนั้น ข้าออกเร่ร่อนเก็บบันทึกประจำปี" ซิริอุสตอบเรื่อย ๆ "ก็วันคริสต์มาสเป็นวันดี ข้าเลยคิดจะหาอะไรใหม่ ๆ เอาไว้เขียนเล่นเป็นงานอดิเรก เพียงแต่ไม่ได้เห็นอะไรใหม่ ๆ มาหลายปีแล้วน่ะ"
"เหรอครับ งั้นเดี๋ยวหลังอาหารเย็นให้คานะจังพาไดองซังไปเดินเล่นรอบ ๆ โรงเรียนดีมั้ยครับ ทุกชั้นและห้องเรียนต่างก็ช่วยกันตกแต่งทีละเล็กทีละน้อย สวยทีเดียวนะครับ" อาจารย์หนุ่มฉีกยิ้มกว้างให้ซิริอุสก่อนจะเสมองคานะที่กำลังเสริฟอาหาร
"อ๊ะ ยินดีเลยค่ะ โรงเรียนเราสวย ไดองซังน่าจะเดินรอบ ๆ จะได้ผ่อนคลายเพราะสีหน้าดูหมอง ๆ นะคะนี่" คานะพยักหน้าเห็นด้วย "มีเกมส์ให้เล่นด้วยที่ฝั่งหลังตึกโน้น"
"ใช่ครับ เป็นงานกิจกรรมโรงเรียนทั้งที เดินปลดปล่อยให้เต็มที่แล้วจะได้โล่งหลังจากนั้นไงครับ" คุฟฟ์ว่า
ซิริอุสหัวเราะอย่างไม่คิดอะไรพร้อมกับเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ ก่อนจะหลุบตาหนีสายตาบุรุษผมเขียว เพราะความรู้สึกปวดแปลบพุ่งผ่านในหัวเมื่อสบตาของชายคนนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็สะบัดความรู้สึกที่ว่าออกจากหัวและสวาปามอาหารตรงหน้าให้เต็มที่
ชีวิตนี้กำลังกัดกินตัวท่านเอง กระทั่งใคร ๆ เขาก็สังเกตแล้วนะนี่ ไดอง น่าอับอายเหลือเกิน ท่านกำลังแสดงความหมองใจให้ใครอื่นกังวล
"เพิ่งมีพิธีมิสซาไปใช่มั้ย เอ้อ... จะว่าไปข้าอยากเดินดูโบสถ์ที่นี่สักหน่อยดีกว่า" ซิริอุสเอ่ยเสนอ เด็กสาวรับคำพร้อมกับเดินนำไปอย่างเริงรื่น เธอพูดจ้อว่าเธอเป็นเด็กหอประจำก็เลยอยู่ช่วยงานได้ตลอด พร้อมกับพูดกัดเด็กที่ชื่อไลน์อีกด้วยว่าขวางหูขวางตาของเธอจนทำให้เสียอารมณ์แทบจะทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน และแล้วพวกเขาก็มาถึงตรงสวนหน้าตัวโบสถ์ ชายหนุ่มเพียงแต่บอกว่าเขาขอเดินรอบสวนนี้สักหน่อยดีกว่า เขาถามไถ่เกี่ยวกับชีวิตเด็กประจำเรื่อยเปื่อย พลางกวาดตามองเห็นต้นคริสต์มาสต้นมหึมาที่อยู่ตรงมุมสวนสวย ต้นสนสีเขียวจัดที่ถูกลืมเลือนความหมายแฝงอันจริงแท้ ดาวตรงยอดที่เป็นสัญลักษณ์ระลึกถึงดวงดาวอันสุกสกาวเรืองรองในค่ำคืนที่พระผู้ไถ่ประสูติเพื่อมายกบาปของเหล่ามนุษย์ที่แปดเปื้อนจากความผิดมหันต์ของอดัมและเอวา - แน่นอนว่าสิ่งเตือนใจคือลูกกลม ๆ ตุ๊กตาเทวดา และริบบิ้นสีสดสวยที่ถูกประดับประดาทดแทนหรือเพิ่มเติมจากลูกแอปเปิ้ลที่เป็นต้นเหตุของกระเดือกบุรุษ
มันคือเทศกาลที่ท่านชอบที่สุด ทั้งคริสต์มาสอีฟและวันคริสต์มาส คืนวันที่ท่านมีโอกาสที่จะมีความสุขโดยละทิ้งน้ำหนักในทรวงอก หากแต่เพลานี้คริสต์มาสอีฟใกล้จะยุติลงเต็มที เหตุอันใดท่านจึงไม่อาจทำลายเอาน้ำหนักและความโหวงว่างนี้ไปได้เล่า
"ก็สนุกดีออกนะคะ คานะอยู่ที่นี่แล้วมีความสุขกว่าอยู่ที่บ้าน" สาวแว่นตอบพร้อมกับหัวเราะแห้ง ๆ เธอเบือนหน้ามองไปข้างหน้า ซิริอุสเพียงแต่สังเกตความรู้สึกบางอย่างในดวงตานั่นแวบเดียว เป็นเพียงไอเบาบางหมองหม่นในตาที่เขาคิดว่าคนทั่วไปคงมองข้ามและไม่สังเกตเห็น สิ่งที่ว่าแวบผ่านตาเขาไปได้เพราะบางทีความเข้มแข็งที่ยากจะอธิบายในตัวคานะนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่ได้พบเห็นมานานเหลือเกินเทียบกับอะไรมากมายที่อยู่รอบกาย ดวงตาของคนที่มีความหวังและยังคงพร้อมที่จะรับรู้อะไรใหม่ ๆ ไม่รู้จบในชีวิตเหมือนกับเป็นระลอกคลื่นสาดซัดใส่และเยาะเย้ยไปในตัวว่า
ดูสิ ดูสิ เบิกตาดูเข้าสิ ไดอง ท่านลืมแววตาเยี่ยงนี้ไปแล้ว ไม่ใช่เพียงท่านไม่เห็นมานาน แต่ท่านยังสูญเสียความสามารถที่จะสร้างแววตานี้ให้กับตัวท่านเองอีกด้วย
ซิริอุสฟังคำบอกเล่าของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ ความสนุกสนานที่ถูกถ่ายทอดมาทางคำพูดจนต้องหัวเราะไปด้วยกับมิตรภาพดี ๆ ที่เธอได้พบในหอ รอยยิ้มและความมีชีวิตชีวาของการแกล้งล้อเล่นขำ ๆ อย่างเช่นแอบเอาปากกาหมึกกันน้ำไปเขียนหน้าคนยามหลับ ความรำคาญในชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งเวลายุ่งยากเมื่อใครสร้างปัญหาในหอแล้วลากคนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ประกอบกันจนเป็นสิ่งล้ำค่าและทำให้ชายหนุ่มหัวเราะออกมาได้อย่างสมัครใจ วันเวลาให้คนเหล่านี้ได้เติบโตและเรียนรู้...
วันเวลาที่ท่านเสียไปเมื่อนานแสนนานมาแล้ว
ซิริอุสได้ยินเสียงลั่นเปรี๊ยะจากขมับ
ท่านไม่ควรใช้ดาบ เพราะไม่เช่นนั้นท่านจะไม่รับรู้การสัมผัสแตะอันใด
"ไดองซัง !?" คานะร้องเรียกชื่อเป็นเชิงถามเมื่อมือผอมคว้าเข้าที่ลำคอของเธอ
เพราะฉะนั้นท่านจึงต้องใช้มือเปล่าอย่างไรกันเล่า
"เฮ้อ~ ยัยคานะไปไหนซะนานล่ะเนี่ย" ไลน์เอ่ยบ่นอุบอิบ "ยัยผักโหดทิ้งเราเอาไว้ทำงานอยู่ได้คนเดียว คนหล่อไม่ควรจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวนะเนี่ย"
เสียงหัวเราะพรืดดังมาจากอาจารย์ร่างสูงล่ำที่อยู่ด้านหลัง "เธอก็ไปตามหาคานะดูสิ" ดวงตาสีแดงสดเป็นประกายวูบวับ "อาจจะมี Nightmare Before Christmas ที่ปิศาจออกฉลองอยู่ก็ได้ล่ะมั้ง หึหึ"
ความตระหนกตกใจฟาดเข้าใส่จนคานะยากจะปรับตัวทัน และไม่มีโอกาสเลยที่จะทำความเข้าใจว่าทำไมเรียวนิ้วสากตามแบบฉบับของนักพเนจรกำลังบีบรัดคอของเธอ วินาทีที่แล้วยังคงตรึงอยู่ในหัว ซิริอุสคว้าลำคอเธอจากด้านหลังเข้าหาตัวก่อนจะเหวี่ยงร่างพวกเขาทั้งสองลง ในวินาทีนี้เขานอนโน้มตัวอยู่ข้าง ๆ ติด ๆ กับเธอ ขณะที่ลำขาของเด็กสาวถีบอย่างดิ้นรน แว่นเธอบิดเบี้ยวจนทัศนียภาพถูกตัดเป็นแจ่มชัดและพร่าเลือนด้วยขอบกรอบแว่น แขนเธอปัดป่ายจนเล็บข่วนต้นคออีกฝ่ายเป็นรอยยาวเลือดไหลซึม ยากเหลือเกินที่จะทำใจเชื่อกับสถานการณ์วิกฤตนี้ คนที่กำลังหมายชีวิตเธออย่างเห็นได้ชัดผู้นี้เพิ่งจะหัวเราะกับเธอมาแท้ ๆ นอกจากนั้นยังพูดตอบรับและตั้งคำถามอย่างสนอกสนใจในแบบคนมองโลกกว้าง ทว่าในตอนนี้เสี้ยวหน้าคมของซิริอุสกลับก้มลงต่ำ เรือนผมสีราตรีกาลสะบัดปรกลงมา และเขาก็มองเธอด้วยดวงตาแสนสับสน ดั่งคนที่เพิ่งได้ข่าวกะทันหันว่าผู้ที่เคารพรักเสียไป หรือดั่งคนที่ได้ยินเป็นครั้งแรกว่าตัวเองป่วยเป็นโรคที่ไร้หนทางรักษา หรือดั่งคนหวังสูงที่ได้ผลสอบห่วยแตก
ดั่งเช่นคนที่ประสบเหตุการณ์ที่ว่า และไม่เข้าใจว่าทำไม
นางทำให้ท่านต้องตระหนักถึงความไร้ค่าของชีวิตประจำวันของท่าน ไดอง ท่านควรจะให้นางเงียบเสียงเพื่อให้ความปวดหนึบในหัวนี่สาปสิ้นไปเสีย
ลมหายใจถูกพรากออกไปมากขึ้นพอ ๆ กับดวงตาสีม่วงเข้มที่เริ่มถลึงใส่ผู้ประทุษร้ายมากขึ้น เสียงสำลักค่อกแค่กแปรเป็นเสียงหายใจเฮือกและขาดหายเหลือเพียงความเงียบงัน แม้นกลีบปากจะยังคงขยับอ้าหมายจะกระเสือกกระสน
พลั่ก !!
ไลน์โถมกายใส่ลำตัวคนผมดำจนอีกฝ่ายล้มหัวฟาดลงกับพื้น ซิริอุสร้องสบถเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวด หัวเขาหมุนติ้วเมื่อการสั่นสะเทือนกระแทกเข้าที่สมอง ตามมาด้วยความรู้สึกเจ็บแสบแล่นจากปากแผลที่โหนกหัว เขาใช้มือที่เพิ่งบีบคอเด็กสาวเมื่อครู่ปาดของเหลวระอุอุ่นออกจากหัวคิ้วเวลาเดียวกับที่เด็กชายผมสีจางกระทืบขาใส่เขา
"แกคือไดอง--"
เสียงโวยนี่ยิ่งทำให้ท่านปวดหัวเข้าไปใหญ่ ท่านไม่จำเป็นต้องอยู่ฟัง ไม่มีวาจาใด ณ ที่นี้ที่เหนือความคาดหมายท่านเป็นแน่
ซิริอุสทรงตัวลุกขึ้นและหันกายวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ขายาว ๆ อันคล่องแคล่วของคนจรจัดหนีไปได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าจะตามทัน แม้ว่าไลน์จะว่องไวเกินเด็กจนน่าอัศจรรย์ก็ตามที ผมสีมืดกอปรกับเนื้อผ้าสีหม่นก็ทำให้ง่ายแก่การหายตัวไปได้อย่างรวดเร็ว อันที่จริงเด็กชายพอจะเห็นว่าคนต่างแดนมุ่งหน้าที่โบสถ์ แต่เมื่อแว่วเสียงไอโอกอ้ากของเด็กสาวก็รีบหันมาดูอาการเสียก่อน
"ไลน์ ! คานะ !" เสียงร้องเรียกอย่างงุนงงดังมาจากอีกฟากหนึ่งของสวน
"อาจารย์คุฟฟ์ !! ไอ้คนที่ชื่อไดองเข้ามาทำร้ายคานะ มันวิ่งเข้าโบสถ์ไปแล้ว !" ไลน์รีบรายงาน
"งั้นเดี๋ยวฉันจะตามไปเอง !" ว่าแล้วก็วิ่งฉึบฉับไปโดยทันที ในเงามืดที่ไม่มีใครเห็นเท่านั้นที่ลูซิเฟลโล่ คุฟฟ์แย้มรอยยิ้มออกมา
เสียงก้องสะท้อนของรองเท้าบู๊ตหนังกระทบกับพื้นหินอ่อนอึงอลไปทั่วโบสถ์ ซิริอุสวิ่งผ่านม้านั่งยาวทำด้วยไม้เคลือบมัน และรูปปั้นนักบุญมากมายเคียงกับเสาหลักใหญ่โต หอบฮั่ก แต่รู้ตัวว่าเขาไม่ได้กำลังพยายามหนีความผิด เพราะไม่ว่าอย่างไรนามของเขาก็ได้ถูกลบจากรายชื่อประชากรบนผืนพิภพนี้ไปเสียแล้วเนื่องด้วยอายุขัยผิดปกติ ฉะนั้นจะเป็นการดีกว่าที่จะหายสาปสูญไปเสียเลย หนุ่มผมดำเริ่มรู้สึกแสบคอแสบจมูกจากเพราะหอบเอาอากาศแห้งยะเยือกเข้าปอดเสียเยอะและใช้พละกำลังมากกว่าปกติ เขาหายใจเร็วจนรู้สึกเสียดส่งผลให้หยาดน้ำรื้นที่ขอบตา ดวงตาสีนิลเป็นประกายขลับในความมืดมิด และแล้วเขาก็จับต้องความรู้สึกที่ว่าเขา 'มีชีวิตอยู่ดีทีเดียว' ได้อย่างชัดแจ้ง ทั้งความรู้สึกเจ็บตุบ ๆ ที่ศรีษะและความแสบสันต์ที่หัวตาล้วนแต่เป็นสัญลักษณ์ว่าเขาไม่ได้ยังชีพอยู่ไปวัน ๆ เสียทีเดียว เพราะเขาก็ยังคงเป็นมนุษย์ มนุษย์คนที่สูญเสียญาติสนิทมิตรสหายไปเมื่อกาลก่อน ด้วยความเป็นหนึ่งในคนที่เด็กที่สุดในสายเลือดแข็งแกร่งน่าขันนี่ จึงทำให้หลายต่อหลายคนตายจากไปนานแล้ว และยังมีอีกบางพวกที่ปลิดชีพตนเพราะวัฏจักรอันน่าซึมเศร้า รวมไปถึงพวกที่ถูกหาว่าเป็นพวกนอกรีตและแม่มดก็มักจะถูกจับเผา หรือพวกที่สาปสูญกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง
การที่ท่านอยู่คนเดียวก็ยิ่งทำให้มีเวลาว่างคิดเรื่องฟุ้งซ่าน
เขาส่ายหน้าอย่างเพลีย ๆ เขาไม่ได้อยู่คนเดียว เขามีสิ่งที่ยังคงสามารถเกาะยึดไว้ เรือนกายพลันทรุดหมอบลงต่อหน้ารูปปั้นพระแม่มารีย์ นักบุญโยเซฟ และกุมารน้อยในรางหญ้าที่ข้าง ๆ หน้าพระแท่น ผิวของรูปกายงามวิจิตรนี้ถูกย้อมด้วยสีขาว ตอกย้ำให้เขานึกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีมานานตามความเหยียดผิวที่เกิดขึ้น ดวงเนตรของพระเยซูที่เป็นสีฟ้าและผิวสีผ่องคือการปฏิเสธตัวตนที่แท้จริงของชายที่กำเนิดในอิสราเอล เลือดไหลแผ่ไปตามหินอ่อนเย็นเยียบที่กำลังพรากเอาความร้อนจากร่างเขาไปอย่างโหดร้าย แสงที่เขาเห็นเริ่มมืดลงทุกทีจากปริมาณโลหิตที่เสียไป แต่เขากลับแว่วเสียงสวดมนตร์งึมงำรอบดึกที่อยู่ไกลออกไปได้ชัดเจนขึ้น อีกไม่นานงานกิจกรรมก็จะถึงจุดจบ ผู้มาร่วมงานก็จะแยกย้ายกลับบ้าน และเด็กนักเรียนก็จะต้องอยู่ทำความสะอาด ซิริอุสดูดซึมเอาภาพของเพดานสูงใหญ่ยาวที่เหนือร่างเขาไว้ในความทรงจำ เพดานประกอบด้วยรูปวาดเหมือนของเทวดานับสิบและลวดลายอ่อนช้อยเรียงร้อยให้เข้ากับเวิ้งโค้งเว้า พื้นมีลวดลายกลมกลืนของโบสถ์โอบอุ้มเอาร่างที่เมื่อเทียบกันแล้วช่างเล็กกระจิ๊ดริดขณะเขากำลังอยู่ในสภาพห่อหดตัว ดวงตาไร้ม่านตาของรูปปั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าไม่มีใครจ้องอยู่ ตรงกันข้ามกลับรู้สึกเหมือนถูกดูดและจับตาดูตลอดเวลา มโนภาพในหัวที่ว่าทำให้เขาสงบใจลง แม้กลิ่นเลือดเริ่มกลบปลายจมูกแต่ก็ยังคงมีกลิ่นผกาลอยละลิ่วมา บุปผาเพิ่งถูกประดับมาวางใหม่ ๆ เนื่องในโอกาสพิเศษนี้เป็นแน่แท้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนเอากระถางเล็ก ๆ มาวางถวายที่หน้าประแท่นมากเป็นพิเศษ เขาปิดเปลือกตาลง ปล่อยให้ขนตาสั้นอันสั่นระริกพักที่ใต้ตา
ท่านยังคงเป็นเหมือนมนุษย์ทั่วไปอยู่ แม้จะอายุยาวแต่ท่านก็ยังมีเนื้อหนังที่อ่อนแอ ท่านพอใจในเรื่องนี้เพราะความเป็นอมตะอันเป็นนิรันดร์บนโลกคงจะน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
ดุษณีภาพไม่อาจถูกคงไว้ได้นาน ซิริอุสลุกลี้ลุกลนคว้ากระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งที่พกติดตัวออกมาจากย่ามที่บรรจุกองบันทึกและงานเขียนที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นอย่างไร้การพัฒนา เขาเร่งรีบเขียนข้อความแสนสำคัญที่บางทีอาจไร้ค่าสำหรับทุกคน
ท่านไม่แม้แต่จะพยายามชะล้างเลือดออก ไดอง เพราะความสกปรกทำให้ท่านอยากสวดภาวนา ทำให้ท่านอยากทำความดีมากกว่ายามที่กายท่านสะอาด และท่านรู้ดีว่าความสะอาดทางกายมีผลในการทำดีทางจิตวิทยาของมนุษย์
ทันใดนั้น ก็มีมือแกร่งกระชากคอเสื้อคลุมร่างโปร่งผอมขึ้น แรงดึงส่งผลให้กระดาษบางแผ่นในย่ามหล่นกระจายบนพื้น ซิริอุสหันหัวไปเห็นคุฟฟ์ เมื่อเขาได้สบตาอีกฝ่ายอีกครั้งความอึดอัดประหลาดที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ตั้งแต่มื้อเย็นนั้นก็เริ่มคลายตัวทีละน้อยราวกับความมืดในจิตใจนั้นพอใจกับการกัดกินเขามากพอแล้ว ในตอนนั้นเองที่เขารู้ตัวว่าสุ้มเสียงในหัวนี่อาจเป็นภูตเข้าสิง เขาสัมผัสได้ถึงเงาทะมึนแทรกในบรรยากาศรอบตัวบุรุษผมเขียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามได้อยู่ใกล้กันในระยะสั้น มือรีบคว้าดาบที่ซ่อนในย่ามโดยไม่ต้องพิจารณาให้มากความ เหวี่ยงกระหวัดต้อนไล่คุฟฟ์ให้กระโดดถอยหลังออกมาไกลด้วยความว่องไวเกินตัวอาจารย์ตามโรงเรียนสอนเด็กมัธยม
ใบหน้าหล่อเหลาเปื้อนรอยยิ้ม คุฟฟ์กล่าวอย่างใจเย็นว่า "ถึงจะบาดเจ็บแต่เมื่อกี้นี้ช้ามากเลยนะครับนี่"
"ท่าน--แฮ่ก--หาใช่คนธรรมดาไม่" ซิริอุสจ้องเขม็งเพื่อหาทุกอารมณ์ความรู้สึกที่ซ่อนเร้นบนผิวหน้านั้น
คนถูกกล่าวหายิ้มยิงฟัน หากแต่ครั้งนี้ดูคล้ายกับเป็นรอยยิ้มแสยะเสียมากกว่า "ไดองซังมาติดเอาความมืดจากตัวผมไปเองต่างหากล่ะครับ ไม่ใช่เจตนาโดยตรงกับไดองซังเลย มันคงจะปลุกความอ่อนแอในจนรู้สึกจนตรอกหาทางแก้ไขที่ผิด ๆ เสียมากกว่า มาทำร้ายเด็กนักเรียนของผมจนเธอเกือบเอาชีวิตไม่รอดนี่ยังไงก็อภัยให้ไม่ได้นา" เพราะเด็กพวกนั้นมันเหยื่อของผม
ซิริอุสกัดฟันกรอดเมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้าตึกตัก และจึงพุ่งหนีไปทางหน้าต่างที่ถูกปิด ลำแสงลอดผ่านซอกหน้าต่างเช่นเดียวกับไอเย็น เมื่อเขาเปิดกลอนผลักบานหน้าต่างออกลมหนาวเยือกก็ปะทะใส่ดวงหน้าซีดเผือดเลอะเลือดจนเส้นผมพัดพลิ้ว เขาใช้มือดึงกายขึ้นเพื่อกระโจนเหวี่ยงร่างตนและหนีหายไปในความมืด เกล็ดหิมะที่เพิ่งเริ่มต้นร่วงกล่นมาจากฟากฟ้าเกาะตัดกับผมสีดำ ความยะเยือกเสียดแทรกเข้าไปถึงกระดูก มีเพียงความเจ็บปวดที่ปากแผลเท่านั้นที่กีดกันเขาออกจากความชาด้านโดยสมบูรณ์ รอยเลือดและรอยเท้าถูกหิมะแห่งเดือนเหมันต์กลบหายไปโดยที่ไม่มีใครตามมา
คุฟฟ์รวบรวมกองกระดาษบนพื้น เขามองของในมืออย่างลวก ๆ ไม่ถึงกับน่าสนใจมาก... มักจะเขียนอะไรย้ำซ้ำซาก นอกจากนั้นยังมีแต่คำอุปมาอุปไมยเฉพาะกลุ่มที่มีแต่ไดองจะเข้าใจได้ เขารีบเอากระดาษเพียงไม่กี่แผ่นยัดซ่อนไว้ในเสื้อคลุมกันหนาวเมื่อไลน์กับคานะถลันผ่านธรณีประตูเข้ามา คุฟฟ์บอกเสียงเครียด ๆ ว่า "หนีไปได้ซะแล้ว ขอโทษนะ ครูจะโทรตามตำรวจเดี๋ยวนี้แหละ"
หลังจากนั้น ตำรวจตรวจตราทุกร่องรอยที่บุรุษนามไดองเมียวจิ ซิรอุสทอดทิ้งเอาไว้อย่างละเลย ตั้งแต่รอยเท้าของคุฟฟ์ที่ทิ้งไว้บนรอยเลือดแสดงถึงอาจารย์ผู้แสนดีที่ตามตัวคนร้ายไป ทิศทางของรอยเท้าซิริอุสที่ถูกตามเจอแสดงถึงการหลบหนีอย่างน่าสังเวชกระนั้นก็ไม่อาจตามรอยไปได้มากกว่านั้นเพราะหิมะเป็นอุปสรรค ดีเอ็นเอกับรอยนิ้วมือของคนที่ไม่มีตัวตนอยู่ในรายชื่อประชาชนจึงไปสู่ข้อสรุปว่านั่นคือชื่อปลอมแต่แรก ไปจนถึงการให้สัมภาษณ์ของทั้งสามคนที่อยู่ในเหตุการณ์ คานะผู้ถูกทำร้ายกลับตื่นตัวและงุนงงมากกว่าเคืองแค้นหรือขลาดกลัว ระหว่างการให้สัมภาษณ์ เธอได้แต่จ้องแผ่นกระดาษที่ซิริอุสเขียนทิ้งไว้ให้เธอและหนุ่มตาเดียว (ที่จริง ๆ แล้วรอดพ้นเงื้อมมือของคุฟฟ์ไปได้ และแน่นอนว่าคุฟฟ์ไม่ได้บอกตำรวจเกี่ยวกับงานเขียนร่าง ๆ ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้) กระดาษนั้นถูกบรรจุไว้อย่างดีในถุงพลาสติกของตำรวจ หน้ากระดาษปะเปื้อนไปด้วยรอยเลือดลายรอยนิ้ว หยดโลหิตกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย แห้งจนเป็นสีน้ำตาลเข้มบนกระดาษบางยับ มีเพียงถ้อยประโยคที่จะติดตรึงในหัวใจคานะและไลน์ไปชั่วชีวิตถูกเขียนจารึกเอาไว้ตรงกลางกระดาษโดยที่พวกเขาคงไม่มีทางเข้าใจรากเหง้าของเหตุการณ์คราวนี้ อันที่จริงแล้วผู้เขียนเองก็สุดรู้
ถึงคานะกับไลน์
แม้นจะไม่คาดหวังจะได้รับการอภัย แต่ข้าจำเป็นที่ต้องบอกว่าข้าเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป ข้ายังขาดสติโดยไม่อาจอธิบายหาเหตุผลได้ในตอนนั้น กระนั้นพวกท่านก็ทำให้ข้าตระหนักว่าชีวาแสนเปราะบางเหลือเกิน การที่มันแตกง่ายนี้เองทำให้การมีชีวิตอยู่ยิ่งควรค่าแก่การถูกตระกองกอดเอาไว้ Merry Christmas และขอให้พวกท่านสร้างคุณค่าจากชีวิตให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
THE END.
